ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรมและความสามารถในการป้องกันทางชีวภาพ

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรมและความสามารถในการป้องกันทางชีวภาพ
นักวิจัย : สายสมร ลำยอง
คำค้น : antagonist , antifungal agent , endophytes , ITS region , Musa , กล้วย , สารต้านเชื้อรา , เชื้อปรปักษ์ , เอนโดไฟท์
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=BGJ4480024 , http://research.trf.or.th/node/198
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

นำเชื้อราเอนโดไฟท์จำนวน 250 ไอโซเลท มาทำการคัดเลือกเชื้อราที่สามารถเป็นปรปักษ์ต่อเชื้อราโรคกล้วยคือ Colletotrichum musae และ Fusarium oxysporum โดยทดสอบด้วยวิธี dual culture จากการทดลองพบว่าเชื้อราเอนโดไฟท์สายพันธ์ CMUBE1415 (Guignardia cocoicola) มีความสามารถในการยับยั้งการเจริญของเชื้อราทั้งสองชนิดมากที่สุด โดยมีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งการเจริญของเชื้อรา Colletotrichum musae 66.9% และ Fusarium oxysporum 50.6% สภาวะที่เหมาะสมต่อการยับยั้งกากรเจริญของเชื้อราโรคพืชของเชื้อราเอนโดไฟท์คือหมักในอาหาร F5ที่มี mannitol และ peptone เป็นแหล่งคาร์บอนและไนโตรเจนตามลำดับ อุณหภูมิ และ pH ที่เหมาะสมคือ 30 ?C และ 6.5 ตามลำดับ และระยะหมักที่มีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งสูงสุดคือ 11 วัน นำเชื้อราจำนวน 820 ไอโซเลท มาทำการคัดเลือกเชื้อราที่สามารถผลิตสารต้านเชื้อรา โดยทำการหมักในอาหารเหลว 4 ชนิด และทดสอบโดยวิธี paper disc agar diffusion เชื้อราทดสอบที่ใช้คือ Saccharomyces cerevisiae สายพันธุ์ SS 553 และ สายพันธุ์ EC 19 (สายพันธุ์ที่ทำให้กลายพันธุ์ซึ่งขาดยีนที่ใช้ในการสังเคราะห์ไคติน) จากการทดสอบพบว่าเชื้อรา Fusarium sp. CMUBE1681 ที่หมักในอาหาร F3 และ F5 มีความสามารถในการผลิตสารต้านเชื้อราและยับยั้งการเจริญของเชื้อทดสอบเฉพาะสายพันธุ์ EC19 เชื้อรา Colletotrichum จำนวน 36 ไอโซเลทที่แยกได้จากกล้วย (Musa acuminata) ขิง (Zingiberazeae) Eupatorium sp. และพืชในเขตร้อนอื่นๆ ทำการบ่งชนิดของเชื้อราทั้งหมดโดยใช้ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและชีวโมเลกุล พบ 3 กลุ่มของ Colletotrichum gloeosporioides 1 กลุ่มของ C. musae และอีก 1 กลุ่มของ C. truncatum จากนั้นทำการเพิ่มปริมาณ rDNA ในส่วนของ The internal transcribed spacers (ITS1 และ ITS2) และ 5.8 S โดยใช้ universal primer จากนั้นทำการหาลำดับเบสและวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรม จากผลการทดลองพบว่าเชื้อราในกลุ่มของ Colletotrichum gloeosporioides และ C. musae มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ส่วนเชื้อราในกลุ่ม C. truncatum และ C. acutatum จะมีความต่างกันของพันธุกรรมมากกว่า จากผลการเปรียบเทียบระหว่างความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมและลักษณะทางสัณฐานวิทยาสามารถบ่งบอกได้ว่าการใช้ลำดับเบสของ ITS rDNA สามารถนำมาใช้บ่งบอกความแตกต่างระดับสปีชีส์ได้ Two hundred and fifty isolates of endophytic fungi isolated from healthy wild banana were screened for antagonistic ability. A dual culture method was used to established the ability of endophytic fungi to inhibit growth of banana pathogens. Colletotrichum musae and Fusarium oxysporum were used as test organisms. The endophytic fungus, Guignardia cocoicola CMUBE1415 had highest percent inhibition against C. musae (44.9%), and F. oxysporum (11.5%). Eight hundred and twenty strains of endophytic fungi isolated from healthy wild banana were screened for the production of antifungal antibiotics. Four media were used for fermentation. A paper disc agar diffusion assay method was used to check the activity of resulting supernatants. Two strains of Saccharomyces cerevisiae strain SS 553 (wild type strain) and strain EC 19 (mutant strain that defective in certain genes required for chitin synthesis) were use as test organisms. The endophyte, Fusarium sp. CMUBE1681 fermented on F3, F5 media had the highest activity against strain EC 19. Thirty-six isolates of Colletorichum spp. were isolated from banana, ginger, Euphatorium thymifolia, soybean, longan, mango and Draceana sanderiana. They included endophytes from healthy plants and probable pathogens from disease lesions. Isolates were identified and grouped based on colony morphology, and size and shape of appressoria and conidia. Molecular analysis based on sequences of the internal transcribed spacers (ITS1 and ITS2) including the 5.8S rDNA, indicated that the Colletotrichum isolates comprised five clades that paralleled the morphological groupings. Most isolates clustered within three distinct C. gloeosporioides clades which potentially represented different species. Colleotrichum musae was positioned close to the C. gloeosporioides clades, while the C. truncatum clade was distant to the other groups. The correlation between morphological and molecular–based clustering demonstrated the genetic relationships among the isolates and species of Colletotrichum and indicated that ITS rDNA sequence data were potentially useful in taxonomic species determination.

บรรณานุกรม :
สายสมร ลำยอง . (2549). ความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรมและความสามารถในการป้องกันทางชีวภาพ.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สายสมร ลำยอง . 2549. "ความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรมและความสามารถในการป้องกันทางชีวภาพ".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สายสมร ลำยอง . "ความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรมและความสามารถในการป้องกันทางชีวภาพ."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
สายสมร ลำยอง . ความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรมและความสามารถในการป้องกันทางชีวภาพ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.