ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

กระบวนการพัฒนาความใส่ใจของครูตามทฤษฎีลำดับขั้นความใส่ใจ : การพัฒนาคู่มือโดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรม

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : กระบวนการพัฒนาความใส่ใจของครูตามทฤษฎีลำดับขั้นความใส่ใจ : การพัฒนาคู่มือโดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรม
นักวิจัย : จิรวรรณ นาคพัฒน์
คำค้น : ครู -- การฝึกอบรมในงาน , ความตั้งใจ
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : สุวิมล ว่องวาณิช , อวยพร เรืองตระกูล , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2553
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/21174
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ค.ด.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดระดับความใส่ใจของครูตามทฤษฎีลำดับขั้นความใส่ใจ (2) เพื่อพัฒนากระบวนการพัฒนาความใส่ใจของครูตามระดับขั้นความใส่ใจ (3) เพื่อจัดทำคู่มือการพัฒนาความใส่ใจของครูโดยใช้ประสบการณ์ที่ได้จากการพัฒนากระบวนการพัฒนาความใส่ใจของครู วิธีวิจัยที่ใช้เป็นการวิจัยและพัฒนา (research and development) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน 2 โรงเรียน แบ่งเป็นครูกลุ่มทดลองจำนวน 20 คน และ ครูกลุ่มควบคุมจำนวน 24 คน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบวัดความใส่ใจ แบบวัดความรู้ด้านวิจัยในชั้นเรียน แบบประเมินคุณภาพงานวิจัยในชั้นเรียน แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และกรอบการวิเคราะห์วาทกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ด้วยโปรแกรมการวิเคราะห์สมการโครงสร้างเชิงเส้น (LISREL) การวิเคราะห์ตารางไขว้ (cross tabulation) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) ผลการวิจัยที่สำคัญมีดังนี้ (1) เครื่องมือวัดความใส่ใจของครูที่พัฒนาขึ้น มีลักษณะเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 41 ข้อ วัดความใส่ใจ 3 องค์ประกอบ 14 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ (1) ความใส่ใจต่อตนเอง (self) มี 4ตัวบ่งชี้ (2) ความใส่ใจต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ (task) มี 6 ตัวบ่งชี้ และ (3) ความใส่ใจต่อความสำเร็จของนักเรียน (impact) มี 4 ตัวบ่งชี้ ผลการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือพบว่า ด้านความตรงเชิงเนื้อหา มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.6 – 0.9 ด้านความตรงเชิงโครงสร้าง พบว่า โมเดลการวัดความใส่ใจของครูสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีค่าไคสแควร์เท่ากับ 69.79, df =54, p = 0.073 ด้านความตรงตามสภาพ พบว่าผลการวัดจากเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์วาทกรรมที่ใช้เป็นเกณฑ์ โดยผลการวัดความใส่ใจต่อตนเอง ความใส่ใจในด้านประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ และความใส่ใจต่อความสำเร็จของนักเรียน มีความสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์วาทกรรม ร้อยละ 70.00 80.00 และ 90.00 ตามลำดับ นอกจากนี้ เครื่องมือมีความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในเท่ากับ 0.917 (2) กระบวนการพัฒนาความใส่ใจของครูประกอบด้วย 9 กิจกรรม จำแนกเป็นกิจกรรมที่ใช้พัฒนาความใส่ใจ 8 กิจกรรม และกิจกรรมการเสริมสร้างพลังก่อนจบกระบวนการ 1 กิจกรรม หลังการทดลองใช้กระบวนการพัฒนาความใส่ใจ พบว่าครูกลุ่มทดลองมีความใส่ใจด้านตนเอง ด้านประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ ด้านความสำเร็จของนักเรียน และ ความรู้ความสามารถด้านการวิจัยในชั้นเรียนของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากร้อยละ 29.01 เป็นร้อยละ 44.57 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.56) (3) คู่มือการพัฒนาความใส่ใจ มีโครงสร้างประกอบด้วย ส่วนนำ ส่วนเนื้อหาที่ใช้จัดกิจกรรม และส่วนแผนการจัดกิจกรรม และผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่าคู่มือที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบครบถ้วน สมบูรณ์ สามารถนำไปใช้พัฒนาความใส่ใจของครูได้ตามวัตถุประสงค์

บรรณานุกรม :
จิรวรรณ นาคพัฒน์ . (2553). กระบวนการพัฒนาความใส่ใจของครูตามทฤษฎีลำดับขั้นความใส่ใจ : การพัฒนาคู่มือโดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรม.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จิรวรรณ นาคพัฒน์ . 2553. "กระบวนการพัฒนาความใส่ใจของครูตามทฤษฎีลำดับขั้นความใส่ใจ : การพัฒนาคู่มือโดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรม".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จิรวรรณ นาคพัฒน์ . "กระบวนการพัฒนาความใส่ใจของครูตามทฤษฎีลำดับขั้นความใส่ใจ : การพัฒนาคู่มือโดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรม."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553. Print.
จิรวรรณ นาคพัฒน์ . กระบวนการพัฒนาความใส่ใจของครูตามทฤษฎีลำดับขั้นความใส่ใจ : การพัฒนาคู่มือโดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรม. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2553.