ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม
นักวิจัย : ทิพย์วดี อรรถธรรม
คำค้น : ไหม
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2557
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5420007 , http://research.trf.or.th/node/8367
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม(Center for Excellence in Silk) ขึ้นในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและพัฒนา กลุ่มนักวิจัยของมหาวิทยาลัยให้สามารถดำเนินงานวิจัย สร้างองค์ความรู้ครอบคลุมทุกสาขาวิชาการของ ไหม เป็นศูนย์รวมข้อมูลองค์ความรู้ด้านไหมที่สามารถเผยแพร่และให้บริการแก่ชุมชนและสังคมตลอดจน ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง สร้างผลงานวิจัย ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ผลิต บุคคลากรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านไหมตั้งแต่ระดับปริญญาโท เอก และหลังปริญญาเอก เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านไหมระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับหน่วยงานภาครัฐและ เอกชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ให้การสนับสนุน การดำเนินงานวิจัยและพัฒนาด้านไหมอีรี่ จนสามารถเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรในหลาย จังหวัด แต่เพื่อเป็นการต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาด้านไหมอีรี่ และช่วยในการขับเคลื่อนไหมอีรี่สู่ อุตสาหกรรมได้อย่างถาวร อันจะเป็นการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงและเป็นประโยชน์แก่ เอกชนในภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ สกว. จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการสนับสนุนศูนย์ ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม เพื่องานวิจัยและพัฒนาด้านไหมอีรี่ โครงการ “ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม เพื่องานวิจัยและพัฒนาด้านไหมอีรี่” แบ่ง การดำเนินงานเป็น 3 ส่วนคือ (1). กิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งประกอบด้วยโครงการย่อย 2 โครงการ คือ โครงการย่อยที่ 1 การพัฒนาและควบคุมคุณภาพรังไหมและเส้นใยไหมอีรี่ และโครงการย่อย ที่ 2 การพัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์สะอาดจากไหมอีรี่ (2). กิจกรรมการผลิตและพัฒนานักวิจัย บุคลากร และผู้เชี่ยวชาญด้านไหมอีรี่ และ (3). กิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างเครือข่าย การให้บริการ และการสื่อสาร ซึ่งประกอบด้วยแผนดำเนินงาน 3 แผน คือ ก. แผนงานการขยายเครือข่ายผู้เลี้ยงไหมอีรี่ และการบริหารจัดการ ข. แผนงานการให้บริการและการบริหารจัดการวัตถุดิบไหมอีรี่ และ ค.แผนงาน การพัฒนาระบบการขับเคลื่อนไหมอีรี่สู่อุตสาหกรรม การพัฒนาและควบคุมคุณภาพรังไหมและเส้นใยไหมอีรี่ เป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการกำหนด มาตรฐานรังและเส้นด้ายปั่นมือไหมอีรี่ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถต่อรองราคาตามคุณภาพวัตถุดิบที่ ตนเองผลิต เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกรผู้ผลิต ซึ่งมีความสามารถและความวิริยะอุตสาหะในการผลิต ต่างกัน และกับภาคอุตสาหกรรมผู้ซื้อ ทางโครงการได้ใช้เกณฑ์การจัดเกรดเปลือกรังและเส้นด้ายปั่นมือ ไหมอีรี่ อันเป็นผลงานวิจัยของ นางสุชาดา อุชชิน และ นางวนิดา ผาสุกดี ซึ่งได้รับการสนับสนุนงานวิจัย จากสกว. ในโครงการ “การศึกษาระบบการผลิตไหมอีรี่ที่เหมาะสมสู่อุตสาหกรรม” โดยเปลือกรังเกรด A, B และ C จะมีราคา 250-300, 200-250 และ 150-200 บาท ตามลำดับ ส่วนเส้นด้ายปั่นมือไหมอีรี่ได้จัด เกรด A, B และ C เช่นเดียวกัน แต่มักจะเป็นการซื้อขายกันในกลุ่มเกษตรกร โดยให้ราคากันตามความ 2 พอใจของผู้ขายและผู้ซื้อ ซึ่งจะมีราคาตั้งแต่ 1,000-1,800 บาทต่อกิโลกรัม ทางโครงการได้จัดประชุม เกษตรกรทุกเครือข่ายและภาคอุตสาหกรรม เรื่องการจัดเกรดรังเปล่าและเส้นด้ายปั่นมือไหมอีรี่ เพื่อให้ทุก ฝ่ายเข้าใจและเห็นด้วยกับเกณฑ์และราคาที่กำหนด ซึ่งได้รับความร่วมมือปฏิบัติตามจากทุกฝ่ายเป็น อย่างดี และเพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกในเครือข่าย ทางโครงการได้ฝึกฝนผู้นำเครือข่ายให้ สามารถช่วยเป็นผู้จัดเกรดให้กับสมาชิก ผลการปฏิบัติงานของโครงการทำให้เกษตรกรผลิตรังไหมอีรี่ที่มี คุณภาพดีขึ้น และแต่ละเครือข่ายสามารถจัดเกรดรังเปล่า รวบรวมไว้ในสถานที่เดียวกัน และพร้อมให้ ภาคอุตสาหกรรมมารับซื้อเข้าโรงงานสิ่งทอ เนื่องมาจากความกังวลกับสภาวะโลกร้อน กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ไม่ก่อให้เกิด มลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จึงจะเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อให้สามารถพัฒนาไหมอีรี่สู่ระดับสากลได้ โครงการจึงได้พัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์จากไหมอีรี่ด้วยการใช้เทคโนโลยีสะอาด (Clean technology) ตามมาตรฐานสากล อันได้แก่ การไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายตลอดกระบวนการผลิต มี กระบวนการทิ้งน้ำเสียหรือบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสม มีกระบวนการประหยัดน้ำใช้และใช้หมุนเวียนนนำ กลับมาใช้ใหม่ มีกระบวนการประหยัดพลังงานและลดมลพิษจากการต้มฟอกย้อมสี และมีการจัดเก็บ อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ อย่างเรียบร้อย ทางโครงการได้คัดเลือกเกษตรกรและพื้นที่ 2 แห่งเป็นโครงการนำ ร่อง จัดทำกระบวนการผลิตสิ่งทอขนาดเล็กจากไหมอีรี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือ ที่จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและวิศวกรมาช่วยออกแบบ และควบคุมการก่อสร้าง โครงการนำร่องนี้ได้เป็นตัวอย่างให้เกษตรกรอีก 5 เครือข่ายปฏิบัติตาม เมื่อได้ ประสานงานกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อขอการรับรองการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้มี คณะกรรมการมาตรวจประเมินเบื้องต้นพร้อมให้คำแนะนำแก้ไขจุดบกพร่อง จากการตรวจประเมินครั้งที่ 2 มีกลุ่มผู้ผลิตที่ผ่านเกณฑ์และได้รับคำรับรองให้ใช้ตราสัญลักษณ์ตัว G จำนวน 5 กลุ่มได้แก่ 1) กลุ่ม ทอผ้าบ้านทัพคล้าย ต.ทัพหลวง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ได้ระดับ G ทอง 2) กลุ่มถักทอไหมอีรี่จำปีขาว ต. ทัพหลวง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ได้ระดับ G เงิน 3) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านผาทั่ง ต.ห้วยแห้ง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ได้ระดับ G ทองแดง 4) ศูนย์การเรียนรู้สิ่งทอพื้นบ้าน อ.แม่ลาว จ.เชียงรายได้ระดับ G ทองแดง และ 5) กลุ่มผู้ผลิตไหมอีรี่บ้านพนาสวรรค์ ต.แม่เปิน อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ ได้ระดับ G ทองแดง มีเกษตรกรอีกหลายเครือข่ายที่กำลังพยายามดำเนินการเพื่อขอใบรับรอง การสร้างผลิตภัณฑ์ จากไหมอีรี่เป็นผลิตภัณฑ์สะอาด (green product) จะช่วยเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ช่วยใน การทำตลาดและสร้างการยอมรับไหมอีรี่เป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอตัวใหม่ที่เป็น ECO product อย่างแท้จริง ความต้องการเส้นใยไหมอีรี่ของอุตสาหกรรมสิ่งทอมีความตื่นตัวสูงมาก เพราะเป็นเส้นใย ธรรมชาติชนิดใหม่ และมีศักยภาพสูงในการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นที่ ต้องการของตลาดโลก ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการรังไหมอีรี่ปริมาณมาก ประกอบกับปัญหาคอขวดที่ สำคัญของกระบวนการขยายฐานการผลิตไหมอีรี่เข้าสู่อุตสาหกรรม คือ ความต้องการเส้นด้ายยืนไหมอีรี่ 3 ที่มีความแข็งแรงและสม่ำเสมอ เพื่อใช้ในการทอผ้าของเกษตรกร ซึ่งเป็นไปได้ยากถ้าใช้วิธีปั่นเส้นด้วยมือ แต่ภาคอุตสาหกรรมสามารถผลิตเส้นด้ายยืนไหมอีรี่ให้เกษตรกรได้หากมีรังไหมอีรี่เข้าโรงงานเพียงพอ ทางโครงการจึงได้ส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่ไปในจังหวัดต่างๆ ที่มีการปลูกมันสำปะหลังรวม 36 จังหวัด มี เกษตรกรสมัครเข้าเป็นเครือข่ายร่วมอยู่ในโครงการ 41 เครือข่าย รวมทั้งสิ้นกว่า 350 ครอบครัว (ที่ไม่ได้ รวมในเครือข่ายอีกกว่า 100 ครอบครัว) ได้ร่วมกับเกษตรกรวางระบบการบริหารเครือข่าย เช่น สร้าง เกษตรกรผู้นำเครือข่ายเพื่อการประสานงานกับโครงการและภาคอุตสาหกรรม ดูแลและให้ความ ช่วยเหลือสมาชิก เช่น ช่วยจัดเกรดรังเปล่าไหมอีรี่ รวบรวมรังและส่งรังเข้าโรงงาน จากการขยายเครือข่าย ผู้เลี้ยงและจัดระบบการบริหารจัดการที่เหมาะสม ทำให้มีรังไหมอีรี่ส่งเข้าโรงงานเพื่อการผลิตเส้นยืนให้ เกษตรกร ภาพโดยรวมของการเลี้ยงไหมอีรี่เป็นอาชีพเสริมของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการขายรังและดักแด้อย่างน้อย 2,060 บาท/รอบการเลี้ยง/พื้นที่ปลูกมัน 1 ไร่ หรือ 12,360 บาทต่อปี (1 รอบการเลี้ยงเท่ากับ 30-40 วัน และ 1 ปี เลี้ยงได้ประมาณ 6 รอบ) และหากปั่นเส้นด้ายไหมอีรี่ขายจะ มีรายได้ 1,300-1,800 บาทต่อกิโลกรัม หรือทอผ้าขายจะมีรายได้ประมาณ 2,900-3,500 บาทต่อกิโลกรัม ของน้ำหนักผ้า ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานทำให้เกิดการสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชนรูปแบบต่างๆ จากไหมอี รี่มากกว่า 30 ผลิตภัณฑ์ เช่น ผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ อาหารคนและสัตว์ เครื่องสำอาง ของที่ระลึกและ ของชำร่วย ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจในชุมชนดีขึ้นเพราะเกิดการหมุนเวียนของเงินตรา และสร้างความร่วมมือกับบริษัท สปัน ซิลค์ เวิลด์ จำกัด ในการร่วมบริหารเครือข่ายเกษตรกร ให้สามารถ ผลิตรังไหมอีรี่ที่มีคุณภาพป้อนโรงงาน แม้ว่าในปัจจุบันการผลิตรังไหมอีรี่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ของภาคอุตสาหกรรม เพื่อการทำตลาดในประเทศและต่างประเทศ แต่การผลิตรังไหมอีรี่ก็จะมีเพิ่มมาก ขึ้นต่อๆ ไปจากการขยายเครือข่ายผู้เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหมมีภารกิจในการให้บริการวัตถุดิบไหมอีรี่ ได้แก่ ไข่ไหม หนอนไหม ดักแด้ไหมและผีเสื้อไหม รวมทั้งเมล็ดละหุ่งและท่อนพันธุ์มันสำปะหลังแก่เกษตรกร นักวิจัย นิสิต นักศึกษา เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่ ดำเนินงานวิจัยสร้างองค์ความรู้เรื่องไหมอีรี่ และพัฒนา ผลิตภัณฑ์มูลค่าและคุณค่าเพิ่มจากไหมอีรี่ ทางโครงการจึงได้พัฒนาการเลี้ยงไหมอีรี่ให้มีประสิทธิภาพดี ขึ้น โดยเรียนรู้จากประสบการณ์การเลี้ยงและการศึกษาทดลอง ได้แก้ปัญหาการเลี้ยงในช่วงที่มีอากาศ แปรปรวน ได้ร่วมมือกับบริษัท สปัน ซิลค์ เวิลด์ จำกัดในการเริ่มเลี้ยงไหมอีรี่ระบบฟาร์ม และการปลูกมัน สำปะหลังอินทรีย์ จนสามารถผลิตวัตถุดิบต่างๆ ให้บริการได้ ที่สำคัญคือสามารถผลิตไข่ไหมอีรี่ที่มี คุณภาพดีให้บริการแก่เกษตรกรเครือข่ายเก่าและใหม่ที่กำลังเริ่มเลี้ยง ได้พัฒนาวิธีการส่งมอบวัตถุดิบให้ ถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัยตามเวลาที่ต้องการ นอกจากนั้นยังได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องดักแด้ไหมอีรี่ ซึ่งมี ปริมาณมาก (รังเปล่า : ดักแด้ = 1.5 : 8.5) บางพื้นที่สามารถจำหน่ายสดๆ เป็นอาหารได้ในราคาที่พอใจ แต่บางพื้นที่เกษตรกรไม่นิยมบริโภค ทางโครงการได้สนับสนุนงานวิจัยการใช้ประโยชน์จากดักแด้ไหมอีรี่ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม และการถนอมอาหารดักแด้ในรูปแบบต่างๆ เพื่อส่งเสริมการบริโภค 4 ในการพัฒนาระบบการขับเคลื่อนไหมอีรี่สู่อุตสาหกรรม โครงการได้จัดประชุมร่วมกันเพื่อสร้าง ภาคีระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอีรี่และภาคอุตสาหกรรม คือ บริษัท สปัน ซิลค์ เวิลด์ จำกัด และบริษัท ไทยนำโชค เท็กซ์ไทล์ จำกัด เพื่อให้เกษตรกรผลิตรังไหมอีรี่ป้อนโรงงาน ซึ่งบริษัททั้งสองได้ผลิตเส้นด้าย ไหมอีรี่ขนาดต่างๆ (ขนาด 60/2, 120/2, 1/8, 44/2, 17/1 ฯลฯ) ด้วยเครื่องจักรอุตสาหกรรม และจัดส่งให้ เกษตรกรใช้ในการทอผ้า ทำให้เกษตรกรสามารถสร้างผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่หลากหลาย เป็นการพัฒนาหัตถ อุตสาหกรรมในชุมชน นอกจากนี้ยังได้ร่วมกันพัฒนาระบบการบริหารจัดการ คือ ให้สมาชิกแต่ละ เครือข่ายนำรังไหมอีรี่ที่ผลิตได้มารวมไว้ที่ผู้นำเครือข่าย ทำการจัดเกรดรังและแจ้งภาคอุตสาหกรรมมารับ รังโดยมีการชำระเงินสดในทันที ทางโครงการยังได้ประสานงานกับบริษัท กรีนวิล เทรดดิ้ง จำกัด และ บริษัท สปัน ซิลค์ เวิลด์ จำกัด สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ของไหมอีรี่ผ่านการฟอกย้อม การตกแต่งสำเร็จ เทคนิคการทอผ้า การปั่นเส้นด้ายและการออกแบบผลิตภัณฑ์ปลายทางรูปแบบใหม่ๆ นับเป็นการสร้าง นวัตกรรมผ้าไหมอีรี่เชิงอุตสาหกรรม อันเป็นนวัตกรรมใหม่ของประเทศไทย ทำให้ไหมอีรี่ของไทยเป็นที่ รู้จักและมีการสั่งซื้อผ้าจากประเทศแถบยุโรปและญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก นับเป็นการสร้างตลาดทางเลือก และตลาดเฉพาะ (niche market) ของไหมอีรี่ เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงให้ไหมอีรี่ โครงการได้ถ่ายทอดชุดความรู้ไหมอีรี่และ เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นให้กับเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป ด้วยการบรรยาย การดูงานในสถานที่ การ ฝึกอบรม เช่น จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการเลี้ยงไหมอีรี่ การผลิตรังที่มีคุณภาพ การเพาะพันธุ์ การ ต้มลอกกาวไหม การปั่นเส้นด้วยเครื่อง MC การย้อมสีเส้นด้ายไหมอีรี่ด้วยสีธรรมชาติ การถนอมอาหาร ดักแด้ไหมอีรี่ เป็นต้น ได้ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยด้านที่เกี่ยวข้องกับไหมอีรี่ เช่น พัฒนาบัณฑิตทั้งปริญญาโทและเอก นักวิจัยและบุคลากรให้มีองค์ความรู้ เป็นผู้เชี่ยวชาญและมี ประสบการณ์ด้านไหมอีรี่ สามารถทำงานเป็นกำลังสำคัญในองค์กรที่เกี่ยวข้อง จัดทำอาคารเรียนรู้ วิทยาการด้านไหม ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมในโครงการ 9 บวร เพื่อ ให้บริการวิชาการด้านไหมอีรี่กับผู้มาเยี่ยมชมวิทยาเขตกำแพงแสน นอกจากนั้นโครงการได้ร่วมในการจัด สัมมนา ประชุมวิชาการ นิทรรศการ เผยแพร่ความรู้ เช่น ร่วมในงานมหกรรมวิชาการสกว. “วิจัยตามรอย พระยุคลบาท: สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาประเทศ” ร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์ไหมอีรี่ในงานแสดงสินค้า แฟชั่นและสินค้าเครื่องหนัง (BIFF& BIL 2011 และ 2012) นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับเกษตรกรและ บริษัทสิ่งทอในการผลิตผ้าทอมือและผ้าทอด้วยเครื่องจักร เพื่อนำมาตัดชุดไหมอีรี่จัดแสดงแฟชั่นโชว์ใน โอกาศต่างๆ ทำการสื่อสารรูปแบบต่างๆ ทั้งการจัดทำเอกสารทางวิชาการ แผ่นพับ และเว็ปไซด์ เพื่อ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์และสร้างแบรนด์ไหมอีรี่ของไทยให้เป็นที่ประจักษ์

บรรณานุกรม :
ทิพย์วดี อรรถธรรม . (2557). ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ทิพย์วดี อรรถธรรม . 2557. "ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ทิพย์วดี อรรถธรรม . "ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2557. Print.
ทิพย์วดี อรรถธรรม . ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2557.