ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

รัฐประหาร พ.ศ. 2500 ในประเทศไทย

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : รัฐประหาร พ.ศ. 2500 ในประเทศไทย
นักวิจัย : เฉลิม มลิลา
คำค้น : ไทย -- การเมืองและการปกครอง -- กรุงรัตนโกสินทร์, 2500 , รัฐประหาร , ปฏิวัติ
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ชัยอนันต์ สมุทวณิช , ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2518
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/18245
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (อ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2518

จุดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของไทยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ทำให้เกิดนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่าคณะราษฎร ซึ่งพยายามอ้างอุดมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย เป็นสาเหตุในการทำปฏิวัติ เพื่อยึดอำนาจปกครองประเทศจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งปกครองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่แทนที่จะมอบอำนาจให้กับประชาชนดำเนินการตามวิถีทางประชาธิปไตย กลับหวงแหนเอาไว้ และในที่สุดก็เกิดการแย่งชิงอำนาจในระหว่างกลุ่มของตนเองเนื่องจากมีข้อขัดแย้งทั้งทางการเมืองและการขัดผลประโยชน์ ในกันและกันจึงนำไปสู่การตัดสินใจกันด้วยกำลัง และพยายามสร้างเสถียรภาพทางการเมืองโดยหลักการใช้กำลังอำนาจ มีการสร้างรัฐธรรมนูญในรูปแบบที่จะเป็นประโยชน์แก่ตนเองและกลุ่ม ที่สำคัญก็คือการดำเนินการขจัดและกวาดล้างศัตรูทางการเมืองที่ต่างความคิดด้วยความรุนแรง เป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ทางการเมืองจากบุคคลกลุ่มอื่นด้วยกำลังและอำนาจเช่นกันแต่ไม่สำเร็จ เมื่อผสมผสานเข้ากับการปกครองประเทศที่ขาดประสิทธิภาพและความรับผิดชอบในปัญหาที่สำคัญบางประการ รวมทั้งไม่นำพาต่อเสียงเรียกร้องคัดค้านของประชาชนจนเกิดสภาพที่เป็นความระส่ำระส่ายทางการเมืองปรากฏอยู่โดยทั่วไป และเมื่อถึงจุดสุกงอมทางการเมือง ประกอบเข้ากับวาระสุดท้ายของการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง และการต้องป้องกันตนเองของผู้นำฝ่ายทหารและบุคคลสำคัญๆ ของคณะทหาร รวมทั้งผลประโยชน์ที่พึงมีพึงได้ของบุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นผู้มีอำนาจทางการเมืองอย่างเด่นชัดในเวลานั้นมาถึง จึงนำไปสู่การเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 16 กันยา พ.ศ. 2500 โดยคณะทหาร. จากรูปการ ทางการเมืองในระยะแรก ผู้นำของคณะทหารปฏิเสธการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสุดยอดทางการเมือง คือการเป็นนายกรัฐมาตรี ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะมีความลังเลใจ และหรือยังไม่แน่ใจในปัจจัยและสภาพการณ์ทางการเมือง รวมทั้งความปรารถนาอันแท้จริงภายในใจตนเองในเวลานั้นต่อภายหลังเมื่อได้ตระหนักว่าภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่ได้รับแบบอย่างและยึดตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบเดียวกับที่ใช้อยู่ในประเทศทางตะวันตกนั้น รัฐบาลทหารไม่สามารถที่จะดำเนินการปกครองให้อยู่ในภาวะราบรื่นดังใจหมายได้ อันเนื่องจากระบบพรรคการเมืองและรัฐสภาเป็นอุปสรรคกีดขวางอยู่ ดังนั้นความยุ่งยากทางการเมืองจึงหาได้สิ้นสุดลงไม่ จำเป็นที่คณะทหารจะต้องต่อการยึดอำนาจอีกครั้ง โดยอ้างเอาการคุกคามของคอมมิวนิสต์ และความร่วมมือของรัฐบาลทหารที่ปกครองประเทศอยู่ก่อนหน้านั้น เป็นความชอบธรรมในการเข้าครองอำนาจและสามารถทำสำเร็จได้โดยง่าย ทั้งนี้เป็นไปภายหลังที่ผู้นำทางทหารต้องประสบกับการไม่ต้องต้อนรับของประชาชน ซึ่งแสดงออกโดยการเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 ดังนั้นการปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 จึงเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 และสิ่งที่ตามมาก็คือ การพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งต้องประสบอุปสรรคสะดุดหยุดชะงักมาหลายครั้งแล้วให้ต้องหยุดอยู่กับที่เพื่อคอยโอกาสตั้งต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ด้วนคำสั่งของคณะปฏิวัติให้เลิกพรรคการเมือง เลิกสหบาลกรรมกร ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า ๕ คน และรวมทั้งประกาศเลิกใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับพุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2475และยุบสภาวิวัฒนาการทางการเมืองหลังจากนั้นจึงเป็นไปในลักษณะที่ผู้นำประเทศฝ่ายทหารให้ความสำคัญต่อระบบพัฒนาทางการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตยน้อยกว่าการพัฒนาทางการเศรษฐกิจและสังคมซึ่งความจริงข้อนี้จะเห็นได้จากการที่รัฐบาลทหารกำหนดให้มีแผนพัฒนาประเทศทางเศรษฐกิจและสังคม แต่หาได้มีแผนพัฒนาทางการเมืองเพื่อให้สอดคล้องและเป็นฐานรองรับอนาคตทางการเมือง ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ. 2511 ซึ่งขณะนั้นกำลังร่างอยู่ไม่ ดังนั้นสภาพการณ์ทางการเมืองของไทยจึงกลับไปสู่ยุคถือ “กำลังอำนาจ” เป็นสำคัญ เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพทางการเมืองและ พร้อมกันนั้นก็หาลู่ทางครองอำนาจเป็นรัฐบาลให้นานที่สุด สะดวกที่สุดซึ่งไม่ใช่โดยการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันก็มีการสืบต่อ อำนาจกันในระหว่ากลุ่มการเมืองของตน และถึงกับมีความพยายามที่จะสร้าง “ทายาททางการเมือง” เพื่อให้สามารถรับช่วงอำนาจต่อไปอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งปฏิกิริยาของประชาชนได้เกิดขึ้นภายใต้การริเริ่มและนำโดยนิสิตนักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัยและบุคคลหลายฝ่าย อันเนื่องมาจากทนเห็นภาวะระส่ำระส่ายทางการเมืองต่อไปไม่ไหว วิกฤติการณ์ทางการเมืองที่เรียกว่า “วิกฤติการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516” จึงได้เกิดเกิดขึ้น ซึ่งแม้จะมีผลเสียทางวัตถุ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้กับการตั้งต้นของระบบพัฒนาทางการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตย ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า “รัฐประหาร พ.ศ. 2500” นั่นเอง ที่เป็นปัจจัยและจุดเริ่มต้นก่อให้เกิดวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นลำดับๆ จนถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

บรรณานุกรม :
เฉลิม มลิลา . (2518). รัฐประหาร พ.ศ. 2500 ในประเทศไทย.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เฉลิม มลิลา . 2518. "รัฐประหาร พ.ศ. 2500 ในประเทศไทย".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เฉลิม มลิลา . "รัฐประหาร พ.ศ. 2500 ในประเทศไทย."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2518. Print.
เฉลิม มลิลา . รัฐประหาร พ.ศ. 2500 ในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2518.