ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระยะเวลาการคงใช้วิธีการคุมกำเนิดของสตรี ที่มารับบริการวางแผนครอบครัวในเขตกรุงเทพมหานคร

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระยะเวลาการคงใช้วิธีการคุมกำเนิดของสตรี ที่มารับบริการวางแผนครอบครัวในเขตกรุงเทพมหานคร
นักวิจัย : จารุณี นะวิโรจน์
คำค้น : คุมกำเนิด , สตรี , การวางแผนครอบครัว
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : นิพนธ์ เทพวัลย์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2521
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/18188
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (สค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2521

วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาคุณลักษณะและรายระเอียดของสตรีที่มารับบริการวางแผนครอบครัว ณ ศูนย์บริการสาธารสุข เขตกรุงเทพมหานคร กับวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีต่อระยะเวลาการคงใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัยและยาเม็ดรับประทาน ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นข้อมูลจากการวิจัยเรื่องอัตราการคงใช้และประสิทธิภาพของการใช้วิธีการคุมกำเนิดในเขตกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2518 ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้ข้อมูลจากบัตรเวชระเบียน ว.ค. 01 และข้อมูลจากการสัมภาษณ์ติดตามผลขอรับบริการคุมกำเนิด จากศูนย์บริการสาธารณสุขในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 14 ศูนย์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2514 – 30 มีนาคม 2518 การวิเคราะห์ใช้ค่าอัตราส่วนร้อย ความแปรปรวนแบบจำแนกทางเดียว (One Way Analysis of Variance) และการวิเคราะห์ด้วยวิธีการจำแนกแบบพหุคูณ (Multiple Classification Analysis) ผลของการวิจัยพบว่าสตรีที่มาขอรับบริการส่วนใหญ่ มีคุณลักษณะดังนี้คือ เป็นผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ มีการศึกษาระดับประถมต้น ไม่เคยรับบริการคุมกำเนินจากหน่วยงานใดมาก่อน มีอายุไม่เกิน 34 ปี แต่งงานอยู่กินกับสามีคนปัจจุบันมานานกว่า 5 ปี มีบุตรที่มีชีวิตอยู่เฉลี่ยแล้ว 3 คนมีรายได้รวมกับสามีไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,500 บาท ระยะทางจากบ้านมาถึงศูนย์บริการสาธารณสุขไม่เกิน 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางน้อยกว่า 15 นาที รายละเอียดเกี่ยวกับการรับบริการคุมกำเนิดและผลของการคุมกำเนิดพบว่าสตรีที่มารับบริการคุมกำเนิดส่วนใหญ่ ได้ทราบเรื่องราวการคุมกำเนิดมาจาก ญาติ เพื่อน พนักงานเยี่ยมบ้านและพยาบาล ตามลำดับ แต่การตัดสินใจมารับบริการนั้นส่วนใหญ่ตัดสินใจมารับบริการเอง และมีความเชื่อว่าสามีเห็นด้วยกับการคุมกำเนิดของตนอาการแทรกซ้อนของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัยที่พบสูง 4 อันดับแรกคือ ปวดท้องน้อยประจำเดือนไม่ปกติ ตกขาว และปวดหลัง เมื่อยตามตัวมากตามลำดับ ส่วนสตรีที่คุมกำเนิดด้วยยาเม็ดรับประทานพบว่า อาการแทรกซ้อนที่สูง 4 อันดับแรกคือ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนเวียนหัว หงุดหงิดและอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายมากตามลำดับ แต่เมื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของการเลิกคุมกำเนิดด้วยวิธีที่มาขอรับบริการไปครั้งแรกพบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของสตรีที่เลิกคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัยมีสาเหตุมาจากห่วงหลุด มีอาการปวดต่างๆ (ตัวอย่างเช่น ปวดท้อง ปวดมดลูก ปวดหลัง) ตั้งครรภ์ และต้องการมีบุตรเพิ่ม ส่วนสาเหตุของการเลิกคุมกำเนิดด้วยยาเม็ดรับประทานได้แก่ ตั้งครรภ์ ต้องการมีบุตรเพิ่ม คลื่นไส้อาเจียน และสุขภาพไม่ดี คุณลักษณะของผู้มารับบริการคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัยเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคุณลักษณะของผู้มารับบริการคุมกำเนิดด้วยยาเม็ดรับประทานพบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอายุ จำนวนบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่ ความต้องการมีบุตรเพิ่ม สถานภาพของการมีงานทำ รายได้อาการแทรกซ้อนอันเนื่องจากการใช้วิธีคุมกำเนิด ระยะทางและระยะเวลาจากบ้านมาถึงศูนย์บริการสาธารณสุข อนึ่งสำหรับด้านการศึกษานั้นพบว่า สตรีที่มีการศึกษาสูงมีแนวโน้มที่ขอรับบริการคุมกำเนิดด้วยวิธีใช้มาเปิดรับประทานมากกว่าที่จะขอรับบริการคุมกำเนิดด้วยวิธีใส่ห่วงอนามัย จากการวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระยะเวลาการคงใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัยมีระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 40 พบว่า ระยะเวลาของการสมรสมีผลต่อระยะเวลาการคงใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัย กล่าวคือ สตรีที่มีระยะเวลาของการสมรสไม่เกิน 5 ปี มีแนวโน้มที่จะเลิกใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัยเร็วกว่าสตรีที่มีระยะเวลาของการสมรสตั้งแต่ 10 ปี และมากกว่าขึ้นไป ขณะที่ปัจจัยต่อไปนี้คือ อายุที่มารับบริการ จำนวนบุตรที่ยังมีชิวิตอยู่ สถานภาพของการมีงานทำรายได้ ระดับการศึกษา ความต้องการมีบุตรเพิ่ม อาการแทรกซ้อนอันเนื่องจากการใช้วิธีคุมกำเนิด ระยะทางระหว่างบ้านกับศูนย์บริการสาธารณสุข พบว่าไม่มีผลต่อระยะเวลาการคงใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัยแต่ประการใด จากการวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระยะเวลาการคงใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยยาเม็ดรับประทานที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 พบว่า อายุของสตรีที่มารับบริการ ระยะเวลาของการสมรสความต้องการมีบุตรเพิ่ม และอาการแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากใช้วิธีการคุมกำเนิดมีผลต่อระยะเวลาของการคงใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยยาเม็ดรับประทาน ส่วนปัจจัยต่อไปนี้คือ จำนวนบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน รายได้ ความรู้ที่ได้จากการศึกษาในโรงเรียน ระยะทาง และเวลาระหว่างบ้านกับศูนย์บริการสาธารณสุข พบว่า ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 55 ปัจจัยดังกล่าวไม่มีผลต่อระยะเวลาการคงใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยยาเม็ดรับประทาน เมื่อนำตัวแปรอิสระทั้ง 4 ตัว ข้างต้นที่พบว่ามีผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อระยะเวลาการคงใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยยาเม็ดรับประทานมาวิเคราะห์ต่อไปด้วยวิธีการจำแนกแบบพหุคูณ โดยใช้รายได้และระดับการศึกษาเป็นตัวแปรร่วม ผลการวิเคราะห์พบว่า ตัวแปรร่วมสองตัวคือรายได้และระดับการศึกษาไม่ได้ช่วยอธิบายค่าความแปรปรวนของระยะเวลาการคงใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยยาเม็ดรับประทาน แต่พบว่าความต้องการมีบุตรเพิ่มร่วมกับอายุของสตรีที่มารับบริการ การเกิดอาการแทรกซ้อน และระยะเวลาของการสมรสสามารถอธิบายค่าความแปรปรวนของระยะเวลาการ คงใช้ยาเม็ดรับประทานคุมกำเนิดได้ร้อยละ 8.4

บรรณานุกรม :
จารุณี นะวิโรจน์ . (2521). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระยะเวลาการคงใช้วิธีการคุมกำเนิดของสตรี ที่มารับบริการวางแผนครอบครัวในเขตกรุงเทพมหานคร.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จารุณี นะวิโรจน์ . 2521. "ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระยะเวลาการคงใช้วิธีการคุมกำเนิดของสตรี ที่มารับบริการวางแผนครอบครัวในเขตกรุงเทพมหานคร".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จารุณี นะวิโรจน์ . "ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระยะเวลาการคงใช้วิธีการคุมกำเนิดของสตรี ที่มารับบริการวางแผนครอบครัวในเขตกรุงเทพมหานคร."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2521. Print.
จารุณี นะวิโรจน์ . ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระยะเวลาการคงใช้วิธีการคุมกำเนิดของสตรี ที่มารับบริการวางแผนครอบครัวในเขตกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2521.