ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาความต้องการการพยาบาลของผู้ป่วยหลังคลอด

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาความต้องการการพยาบาลของผู้ป่วยหลังคลอด
นักวิจัย : ลิลลี่ โอฬารนุกูล
คำค้น : พยาบาลและการพยาบาล , ผู้ป่วย
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : พวงรัตน์ บุญญานุรักษ์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2523
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/17659
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2523

การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ศึกษาและเปรียบเทียบความต้องการการพยาบาลของผู้ป่วยหลังคลอดแต่ละประเภท และเปรียบเทียบการพยาบาลโดยตรงและโดยอ้อมที่ผู้ป่วยแต่ละประเภทนั้นๆ ได้รับ ผู้ป่วยหลังคลอดทั้งหมดได้ถูกจัดเป็น 5 ประเภท ตามระดับความต้องการในหัวข้อต่อไปนี้คือ ความต้องการชนิดของอาหาร ความต้องการช่วยเหลือในการขับถ่าย ความต้องการช่วยเหลือในการทำความสะอาดร่างกาย ความต้องการยา และความต้องการการรักษาพยาบาล ตัวอย่างประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้ป่วยสามัญหลังคลอดของโรงพยาบาลศิริราชเป็นจำนวน 3 หอผู้ป่วย รวมประชากรทั้งสิ้น 450 คน โดยทำการสุ่มตัวอย่างประชากรแบบแบ่งพวก (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ 1. เกณฑ์ในการจัดประเภทผู้ป่วย 2. แบบฟอร์มในการจัดประเภทผู้ป่วยประจำวัน 3. แบบฟอร์มบันทึกเวลากิจกรรมพยาบาลโดยตรงและโดยอ้อมที่ผู้ป่วยได้รับ นำเครื่องมือทั้ง 3 ชนิด ไปหาความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และหาค่าความเที่ยง (Reliability) ของเครื่องมือชนิดที่ 2โดยนำทดลองใช้กับหัวหน้าพยาบาล พยาบาลประจำการผู้ช่วยพยาบาล และนักศึกษาพยาบาล ของแผนกผู้ป่วยสามัญหลังคลอด โรงพยาบาลศิริราช จำนวนทั้งหมด 17 คน ได้ค่าความเที่ยงของเครื่องมือ การจัดผู้ป่วย ดังนี้คือ เกณฑ์การจัดผู้ป่วยประเภทที่ 1 ได้ค่าความเที่ยง 100% เกณฑ์การจัดผู้ป่วยประเภทที่ 2 ได้ค่าความเที่ยง 87.5% เกณฑ์การจัดผู้ป่วยประเภทที่ 3 ได้ค่าความเที่ยง 88.89% เกณฑ์การจัดผู้ป่วยประเภทที่ 4 ได้ค่าความเที่ยง 87.5% และเกณฑ์การจัดผู้ป่วยประเภทที่ 5 ได้ค่าความเที่ยง 100% เก็บรวบรวมข้อมูลโดยสังเกตโดยตรงและต่อเนื่อง โดยผู้วิจัยเองและผู้ช่วยวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดย หาค่าร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวน และทดสอบหลังการวิเคราะห์ความแปรปรวนด้วยวิธีที (T-Method) ผลการวิจัย 1. ผู้ป่วยแต่ละประเภทมีความต้องการการพยาบาลใน 24 ชั่วโมง ดังต่อไปนี้คือผู้ป่วยประเภทที่ 1 2 3 4 และ 5 มีความต้องการพยาบาลโดยเฉลี่ย ตามลำดับคือ 2.36 ชั่วโมง 3.18 ชั่วโมง 4.42 ชั่วโมง 7.28 ชั่วโมง และ 8.77 ชั่วโมง 2. ผู้ป่วยแต่ละประเภทมีความต้องการการพยาบาลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ยกเว้นผู้ป่วยประเภทที่ 1 กับผู้ป่วยประเภทที่ 2 และผู้ป่วยประเภทที่ 2 กับผู้ป่วยประเภทที่ 3 ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งตรงกับสมมติฐานที่กล่าวว่า “ปริมาณความต้องการการพยาบาลในผู้ป่วยแต่ประเภท ย่อมแตกต่างกัน” 3. ผู้ป่วยประเภทที่ 1 2 และ 5 มีความต้องการการพยาบาลโดยตรง แตกต่างจากความต้องการการพยาบาลโดยอ้อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนผู้ป่วยประเภทที่ 3 และ 4 มีความต้องการพยาบาลโดยตรงไม่แตกต่างจากความต้องการการพยาบาลโดยอ้อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งตรงกับสมมติฐานที่กล่าวว่า “ในผู้ป่วยแต่ละประเภทนั้นๆ ผู้ป่วยประเภทเดียวกันมีความต้องการการพยาบาลโดยตรงและการพยาบาลโดยอ้อมแตกต่างกัน”

บรรณานุกรม :
ลิลลี่ โอฬารนุกูล . (2523). การศึกษาความต้องการการพยาบาลของผู้ป่วยหลังคลอด.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ลิลลี่ โอฬารนุกูล . 2523. "การศึกษาความต้องการการพยาบาลของผู้ป่วยหลังคลอด".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ลิลลี่ โอฬารนุกูล . "การศึกษาความต้องการการพยาบาลของผู้ป่วยหลังคลอด."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2523. Print.
ลิลลี่ โอฬารนุกูล . การศึกษาความต้องการการพยาบาลของผู้ป่วยหลังคลอด. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2523.