ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความชุกของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ รูปแบบความไวของยาปฏิชีวนะ และการสร้างไบโอฟิล์มของแบคทีเรียที่แยกได้จากปัสสาวะและก้อนนิ่วของผู้ป่วยโรคนิ่วไตที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความชุกของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ รูปแบบความไวของยาปฏิชีวนะ และการสร้างไบโอฟิล์มของแบคทีเรียที่แยกได้จากปัสสาวะและก้อนนิ่วของผู้ป่วยโรคนิ่วไตที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
นักวิจัย : ราตรี ทวิชากรตระกูล
คำค้น : antibiotic susceptibility , biofilm formation , Kidney stone , Prevalence , uropathogenic bacteria
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2556
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG5380061 , http://research.trf.or.th/node/7537
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะมักจะพบร่วมกับโรคนิ่วไต โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคนิ่วชนิดสตรูไวท์ ซึ่งมักจะมี สาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถย่อยสลายยูเรียได้ เช่น เชื้อ Proteus mirabilis อย่างไรก็ตามจากการ สังเกตของคณะผู้วิจัย พบว่าการติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถย่อยสลายยูเรียได้ อาจไม่ใช่สาเหตุของการนิ่วในประเทศ ไทย ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงได้มีความสนใจในการจำแนกชนิดของจุลชีพในก้อนนิ่วทุกชนิด โดยทำการศึกษาเชื้อแบคทีเรีย ที่แยกได้จากปัสสาวะและก้อนนิ่วของผู้ป่วยโรคนิ่วไตจำนวน 100 ราย เป็นเพศชาย 59 ราย และหญิง 41 ราย ที่เข้ารับ การรักษาโรคนิ่วไตด้วยการผ่าตัดเอาก้อนนิ่วออก จากผลการศึกษาพบว่าสามารถแยกเชื้อแบคทีเรียได้จากปัสสาวะ และ/หรือก้อนนิ่ว จำนวน 45 isolates จากผู้ป่วย จำนวน 36 ราย ซึ่งองค์ประกอบทางเคมีของผู้ป่วยเหล่านี้ แบ่งเป็น infection induced stone จำนวน 8 ราย และ metabolic stone จำนวน 28 ราย ส่วนการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี พบก้อนนิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลตมากที่สุดทั้งในผู้ป่วยที่สามารถและไม่สามารถแยกเชื้อแบคทีเรียได้ คิดเป็น 64 และ 75% ตามลำดับ และเชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยที่สุดทั้งในปัสสาวะและก้อนนิ่ว (ทั้งในใจกลาง และรอบนอกของ ก้อนนิ่ว) ได้แก่ Escherichia coli (คิดเป็น 1/3 ของเชื้อแบคทีเรียที่แยกได้ทั้งหมด) ยิ่งไปกว่านั้นยังพบความสัมพันธ์ไป ในทิศทางเดียวกันระหว่างชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่แยกได้จากปัสสาวะและก้อนนิ่วอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.860, P<0.001) ซึ่งเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ส่วนใหญ่ดื้อต่อสารต้านจุลชีพหลายชนิดร่วมกัน นอกจากนี้ยังพบเชื้อแบคทีเรียที่ สามารถย่อยสลายยูเรียได้และไม่ได้ คิดเป็น 31 และ 69% ตามลำดับ ยิ่งไปกว่าการศึกษาการสร้างไบโอฟิล์มของเชื้อ แบคทีเรียที่พบได้บ่อย 3 อันดับต้นๆ ในปัสสาวะและก้อนนิ่ว ได้แก่ Escherichia coli, Enterococcus faecalis และ Klebsiella pneumoniae พบว่า 44.44 และ 42.88% ของเชื้อ Escherichia coli สามารถสร้างไบโอฟิล์มได้จากเชื้อที่ แยกได้จากปัสสาวะและก้อนนิ่วตามลำดับ ส่วน Enterococcus faecalis พบว่า 60 และ 50% สามารถสร้างไบโอฟิล์ม ได้จากเชื้อที่แยกได้จากปัสสาวะและก้อนนิ่วตามลำดับ ในขณะที่ Klebsiella pneumoniae พบการสร้างไบโอฟิล์ม เฉพาะในก้อน คิดเป็น 66.67% จากข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เชื้อแบคทีเรียที่สามารถย่อยสลายยูเรียได้ไม่ได้เป็น เชื้อสาเหตุหลักที่แยกได้จากปัสสาวะและก้อนนิ่วของผู้ป่วยโรคนิ่วไต ในขณะที่ความสามารถในการสร้างไบโอฟิล์มได้ อาจเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วไตที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะทางภาค ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาวิจัยต่อไปในอนาคต Urinary tract infections (UTIs) are generally known to be associated with nephrolithiasis, particularly struvite stone, in which the most common microbe found is urea-splitting bacterium, i.e. Proteus mirabilis. However, our observation indicated that it might not be the case of stone formers in Thailand. We therefore extensively characterized microorganisms associated with all types of kidney stones. A total of 100 kidney stone formers (59 males and 41 females) admitted for elective percutaneous nephrolithotomy were recruited and microorganisms isolated from catheterized urine and cortex and nidus of their stones were analyzed. From 100 stone formers recruited, 36 cases had a total of 45 bacterial isolates cultivated from their catheterized urine and/or stone matrices. Among these 36 cases, chemical analysis by Fourier-transformed infrared spectroscopy revealed that 8 had the previously classified “infection-induced stones”, whereas the other 28 cases had the previously classified “metabolic stones”. Calcium oxalate (in either pure or mixed form) was the most common and found in 64 and 75% of the stone formers with and without bacterial isolates, respectively. Escherichia coli was the most common bacterium (approximately 1/3 of all bacterial isolates) found in urine and stone matrices (both nidus and periphery). Linear regression analysis showed significant correlation (r=0.860; p<0.001) between bacterial types in urine and stone matrices. Multidrug resistance was frequently found in these isolated bacteria. Moreover, urea test revealed that only 31% were urea-splitting bacteria, whereas the majority (69%) had negative urea test. Moreover, the biofilm-producing bateria in the three most common bacteria found in both urine and stone matrices samples were Escherichia coli, Enterococcus faecalis and Klebsiella pneumoniae. Among these, 44.44 and 42.88% of the Escherichia coli strains were positive for biofilm production in urine and stone matrices, respectively. In addition, 60 and 50% of the Enterococcus faecalis strains were also positive for biofilm production in both samples. While 66.67% of the Klebsiella pneumoniae strains was found only in stone matrices. Our data indicate that microorganisms are associated with almost all chemical types of kidney stones and urea-splitting bacteria are not the major causative microorganisms found in urine and stone matrices of the stone formers in Thailand. The ability of biofilm production may be the one of important factors in stone formation with urinary tract infection. These data may lead to rethinking and a new roadmap for future research regarding the role of microorganisms in kidney stone formation.

บรรณานุกรม :
ราตรี ทวิชากรตระกูล . (2556). ความชุกของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ รูปแบบความไวของยาปฏิชีวนะ และการสร้างไบโอฟิล์มของแบคทีเรียที่แยกได้จากปัสสาวะและก้อนนิ่วของผู้ป่วยโรคนิ่วไตที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ราตรี ทวิชากรตระกูล . 2556. "ความชุกของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ รูปแบบความไวของยาปฏิชีวนะ และการสร้างไบโอฟิล์มของแบคทีเรียที่แยกได้จากปัสสาวะและก้อนนิ่วของผู้ป่วยโรคนิ่วไตที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ราตรี ทวิชากรตระกูล . "ความชุกของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ รูปแบบความไวของยาปฏิชีวนะ และการสร้างไบโอฟิล์มของแบคทีเรียที่แยกได้จากปัสสาวะและก้อนนิ่วของผู้ป่วยโรคนิ่วไตที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2556. Print.
ราตรี ทวิชากรตระกูล . ความชุกของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ รูปแบบความไวของยาปฏิชีวนะ และการสร้างไบโอฟิล์มของแบคทีเรียที่แยกได้จากปัสสาวะและก้อนนิ่วของผู้ป่วยโรคนิ่วไตที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2556.