ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การเปรียบเทียบมโนทัศน์ทางจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สาม ที่เรียนด้วยกิจกรรมการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือ กับกิจกรรมตามแผนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การเปรียบเทียบมโนทัศน์ทางจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สาม ที่เรียนด้วยกิจกรรมการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือ กับกิจกรรมตามแผนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ
นักวิจัย : พรรณี สุวัตถี
คำค้น : ศีลธรรมจรรยา -- การศึกษาและการสอน (ประถมศึกษา) , การสอน -- อุปกรณ์ , การละเล่น -- ไทย (ภาคเหนือ)
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : พูนสุข บุณย์สวัสดิ์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2528
อ้างอิง : 9745643475 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/17393
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2528

วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบมโนทัศน์ทางจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สามที่เรียนด้วยกิจกรรมการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือ กับกิจกรรมตามแผนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ 2. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สาม ที่มีต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านด้านการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือ วิธีดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1. แผนการสอนจริยศึกษาจำนวน 8 แผน ประกอบด้วยเนื้อหาทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา แผนการสอนละ 1 เรื่อง โดยนำการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือมาเป็นกิจกรรมหลักและมีกิจกรรมอื่นๆ ประกอบการสอน ในด้านการวัดผลประเมินผลตลอดจนการติดตามผล ผู้วิจัยได้สร้างแบบประเมินตนเองทางจริยธรรมและแบบสังเกตพฤติกรรมโดยครูประจำชั้น 2. แบบสอบวัดมโนทัศน์ทางจริยธรรม จำนวน 8 เรื่องๆ ละ 6 ข้อ รวม 48 ข้อ และได้ผ่านการทดลองใช้แล้ว ผลการวิเคราะห์ระดับความยากและอำนาจจำแนกของแบบสอบปรากฏว่า - เรื่อง ความรับผิดชอบ มีระดับความยากตั้งแต่ 0.48 – 0.80 อำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 – 0.45 - เรื่อง ความมีระเบียบวินัยและการตรงต่อเวลา มีระดับความยากตั้งแต่ 0.48 – 0.68 อำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 – 0.45 - เรื่อง ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ มีระดับความยากตั้งแต่ 0.45 – 0.93 อำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.25 – 0.50 - เรื่อง ความเมตตา กรุณา มีระดับความยากตั้งแต่ 0.65 – 0.85 อำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.30 – 0.50 - เรื่อง ความซื่อสัตย์ สุจริต มีระดับความยากตั้งแต่ 0.50 – 0.73 อำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 – 0.50 - เรื่อง ความมีน้ำใจเป็นธรรมไม่ลำเอียง มีระดับความยากตั้งแต่ 0.38 – 0.60 อำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.25 – 0.55 - เรื่อง ความอดทน อดกลั้น มีระดับความยากตั้งแต่ 0.53 – 0.75 อำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 – 0.75 - เรื่อง ความไม่เห็นแก่ตัว มีระดับความยากตั้งแต่ 0.38 – 0.68 อำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.25 – 0.65 ผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงของแบบสอบ เท่ากับ 0.95 3. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สาม ที่มีต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน ด้านการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือ จำนวน 3 ชุด เครื่องมือที่กล่าวมาทั้งหมด ได้ผ่านการตรวจจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 ท่านแล้ว ตัวอย่างประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สาม ปีการศึกษา 2527 โรงเรียนบ้านริมใต้ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องละ 27 คน รวม 54 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างละ 1 ห้อง โดยได้มาจากการเลือกห้องเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใกล้เคียงกันจากคะแนนการทดสอบด้วยแบบทดสอบวัดมโนทัศน์ทางจริยธรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ผู้วิจัยได้ทดลองสอนตัวอย่างประชากรกลุ่มทดลองด้วยกิจกรรมการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือและกลุ่มควบคุมด้วยกิจกรรมตามแผนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยทดสอบค่าที (t-test) และคำนวณหาค่าร้อยละ ผลการวิจัย 1. มโนทัศน์ทางจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สาม ที่เรียนด้วยกิจกรรมการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือ กับกิจกรรมตามแผนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สาม ที่มีต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านด้านการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือ เป็นดังนี้ การละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือที่นักเรียนส่วนใหญ่ เคยเล่นได้แก่ “กระต่ายขาเดียว” “ซ่อนไข่แม่เต่า” “กระโดดเชือก” “ม้าก้านกล้วย” จ้ำจี้จ้ำจวด” และ “จุ่มจะหลี้” ส่วนการละเล่นที่ชอบมากที่สุด คือ “ปืนผะลาบ” (ปืนกลก้านกล้วย) การละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือที่นักเรียนส่วนใหญ่ คิดว่าควรจะนำมาเล่นในสมัยนี้ ได้แก่ “ก้องถบ” “จ้ำจี้จ้ำจวด” และ “โอ-วา-แป๊ะ” ส่วนที่คิดว่าไม่สมควรให้นำมาเล่นในสมัยนี้ ได้แก่ “ชนกว่าง” “ยิงก๋ง” “เล่นไม้งิ้ว” “งัว¬กระทิง” นักเรียนส่วนใหญ่คิดว่า วัสดุธรรมชาติที่สามารถนำมาทำของเล่นพื้นเมือง คือ ไม้ไผ่ และคิดว่าบุคคลที่ได้สอนให้นักเรียนรู้จักการละเล่นพื้นเมือง คือ ปู่และย่า นอกจากนี้ นักเรียนทั้งหมดชอบให้มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน ด้านการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือและยังต้องการที่จะช่วยกันทำของเล่นจากวัสดุในท้องถิ่น ตลอดจนจะช่วยสอนการละเล่นพื้นเมืองต่างๆให้แก่เพื่อนๆและน้องต่อไป

บรรณานุกรม :
พรรณี สุวัตถี . (2528). การเปรียบเทียบมโนทัศน์ทางจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สาม ที่เรียนด้วยกิจกรรมการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือ กับกิจกรรมตามแผนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พรรณี สุวัตถี . 2528. "การเปรียบเทียบมโนทัศน์ทางจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สาม ที่เรียนด้วยกิจกรรมการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือ กับกิจกรรมตามแผนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พรรณี สุวัตถี . "การเปรียบเทียบมโนทัศน์ทางจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สาม ที่เรียนด้วยกิจกรรมการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือ กับกิจกรรมตามแผนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2528. Print.
พรรณี สุวัตถี . การเปรียบเทียบมโนทัศน์ทางจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สาม ที่เรียนด้วยกิจกรรมการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือ กับกิจกรรมตามแผนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2528.