ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

เสนาบดีกระทรวงธรรมการในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : เสนาบดีกระทรวงธรรมการในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
นักวิจัย : แน่งน้อย ติตติรานนท์
คำค้น : กระทรวงศึกษาธิการ -- ประวัติ
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : รอง ศยามานนท์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2519
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/17763
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (อ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2519

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งที่จะค้นคว้ารวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทการบริหารงานของเสนาบดีกระทรวงธรรมการแต่ละท่าน ตั้งแต่เริ่มตั้งกระทรวงธรรมการ จนกระทั่งได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ. 2475 ในบทที่ 1 จึงกล่าวถึงความสำคัญของตำแหน่งเสนาบดีธรรมการ ซึ่งอาจนับได้ว่ามีมาแต่สมัยโบราณ คือ ตำแหน่งพระยาพระเสด็จ แต่มีบทบาทเพียงความเกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ในพุทธศาสนาเท่านั้น ตำแหน่งนี้ได้ปรากฏเด่นชัดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการขึ้น มีขอบเขตหน้าที่รวมกิจการศาสนา การศึกษากรมราชบัณฑิต กรมพยาบาล และพิพิธภัณฑ์เข้าอยู่ในบุคคลเดียว แต่กิจการที่สำคัญและเป็นหัวใจของกระทรวงที่เสนาบดีได้กระทำคือ ด้านการศึกษาเป็นหลักใหญ่ ส่วนการพระศาสนาซึ่งสำคัญเช่นเดียวกันก็มีความเป็นระเบียบอยู่แล้ว ดังนั้น ในบทที่ 2 จึงกล่าวถึงสาเหตุที่เสนาบดีกระทรวงจำเป็นต้องสนใจในการปรับปรุงการศึกษาให้เป็นแบบสากล ซึ่งจะเห็นความบกพร่องของวิธีการจัดการศึกษาแบบเก่า และอิทธิพลของการจัดการศึกษาแบบเก่า และอิทธิพลของการจัดการศึกษาแบบใหม่ของคณะสอนศาสนา ผลกระทบจากลัทธิจักรวรรดินิยม และความต้องการคนเข้ารับราชการในระยะนั้นซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ และการพัฒนาการศึกษาจึงได้เริ่มจากในพระบรมมหาราชวังก่อนสำหรับบทที่ 3 จะเห็นว่าผู้มีบทบาทสำคัญของกระทรวงธรรมการแต่แรกเริ่มคือสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งในขณะนั้นเป็นพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร แม้จะทรงเป็นอธิบดีกรมธรรมการเพียงระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ทรงวางระเบียบปฏิบัติในการปรับปรุงงานของกระทรวงธรรมการไว้หลายประการ สำหรับบทที่ 4 นั้น เป็นบทบาทของเสนาบดีกระทรวงธรรมการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีสองท่านคือ เจ้าพระยาภาสกรวงศ์และเจ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร แต่ในระยะนี้เสนาบดีทั้งสองท่านก็เรียกว่ายังทำงานไม่ได้เต็มที่ เนื่องจากความจำเป็นในด้านป้องกันประเทศ และภาวะความมั่นคงทางการเมืองภายในเป็นสิ่งสำคัญ ความทุ่มเทและความสนใจของรัฐบาลจึงมิได้อยู่ที่กระทรวงธรรมการอย่างเท่าที่ควร อย่างไรก็ดี ความมั่นคงภายในก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาด้วยจึงเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้คณะสงฆ์เข้ามาช่วยเหลือและต่อมาก็ทรงให้กระทรวงมหาดไทยได้ควบคุมอย่างใกล้ชิด เสนาบดีกระทรวงธรรมการในระยะนี้จึงมีบทบาทน้อยกว่าที่ควร ในบทที่ 5 ได้กล่าวถึงบทบาทของเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งได้บริหารงานอย่างเต็มที่ สมเป็นกระทรวงเสนาบดี ในระยะนี้เสนาบดีกระทรวงธรรมการสองท่านแรก คือเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี และเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้ร่วมทำงานกันมาอย่างใกล้ชิด และการศึกษาก็ได้ควบคู่ไปกับนโยบายการปกครองมากขึ้น นโยบายจัดการศึกษาภาคบังคับ จัดเป็นนโยบายที่สำคัญ ความเข้มแข็งของเสนาบดีทำให้กระทรวงธรรมการ สามารถจัดการศึกษาได้เต็มที่จนถึงระดับอุดมศึกษาด้วย และสิ่งสำคัญในระยะนี้คือความพยายามที่จะเปลี่ยนจุดหมายให้การศึกษาเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางสังคม และอาชีพอย่างเด่นชัดขึ้นสำหรับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัตินั้น ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประสบกับปัญหาเศรษฐกิจอันมีผลเกี่ยวข้องมาถึงกระทรวงธรรมการด้วย ประกอบกับทรงดำรงตำแหน่งในระยะเวลาไม่นาน จึงไม่ได้บริหารงานเต็มที่ การขยายงานและการแก้ไขปัญหาจึงยังไม่เป็นไปตามที่เสนาบดีตั้งพระทัยไว้ บทที่ 6 เป็นการกล่าวถึงอุปสรรคและความสำเร็จที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงานของเสนาบดีกระทรวงธรรมการ นับตั้งแต่การวางโครงการศึกษาหรือแผนการศึกษา ความพยายามจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเปรียบเทียบให้เห็นถึงสภาวะและอำนาจทางการเมืองของเสนาบดีกระทรวงธรรมการที่จะบริหารงานไปได้ บทที่ 7 เป็นการสรุปถึงบทบาทของเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ตั้งแต่เริ่มตั้งเป็นกระทรวงเสนาบดีจนถึง พ.ศ. 2475 การบริหารและความพยายามพัฒนาหน่วยงานนี้ขึ้นมา เป็นการพัฒนาด้วยความคิดของตัวเอง มิได้มีความช่วยเหลือจากเงินทุนหรือกำลังสมองจากต่างประเทศ ข้อที่น่าสังเกตคือ แม้เสนาบดีกระทรวงธรรมการส่วนใหญ่จะมิใช่นักการศึกษา แต่ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะบริหารงานเท่าที่ขอบเขตอำนาจของแต่ละท่านจะทำไปได้ และโครงการเกี่ยวกับการศึกษาก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานาน น่าจะกล่าวได้ว่ามาบรรลุผลในรัชกาลที่ 6 โดยมีการศึกษาชั้นประถม มัธยม และอุดมศึกษา ตลอดจนการศึกษาภาคบังคับ ในด้านการพระศาสนา การบริหารศาสนกิจและการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาได้จัดไว้เป็นระเบียบภายใต้มหาเถระสมาคม ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประธานอยู่แล้ว งานของกระทรวงธรรมการจึงเป็นภาระที่มิได้สิ้นสุดลงพร้อมกับสภาพความเป็นเสนาบดีแต่ละสมัย แต่จำเป็นต้องมีการรับช่วงนโยบายและปัญหามาปรับปรุงแก้ไขต่อไป การวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นว่า กิจการของกระทรวงธรรมการแต่ก่อน นอกจากจะอาศัยความสามารถเฉพาะตนของเสนาบดีแล้วยังเป็นกิจการที่ต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลนอกวงการ และควรที่จะถือว่าเป็นการผูกพันกับการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติอย่างแยกไม่ออก แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า งบประมาณการศึกษาน่าจะได้เพิ่มขึ้นกว่าที่ปรากฏมาแล้ว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการคลังของประเทศตกต่ำประการหนึ่งและอาจเป็นเพราะรัฐบาลในระยะนั้นยังคำนึงถึงความสำคัญในด้านนี้ไม่มากเท่าที่ควรก็เป็นได้

บรรณานุกรม :
แน่งน้อย ติตติรานนท์ . (2519). เสนาบดีกระทรวงธรรมการในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
แน่งน้อย ติตติรานนท์ . 2519. "เสนาบดีกระทรวงธรรมการในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
แน่งน้อย ติตติรานนท์ . "เสนาบดีกระทรวงธรรมการในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2519. Print.
แน่งน้อย ติตติรานนท์ . เสนาบดีกระทรวงธรรมการในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2519.