ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาระบบการผลิตไหมอีรี่ที่เหมาะสมสู่อุตสาหกรรม

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาระบบการผลิตไหมอีรี่ที่เหมาะสมสู่อุตสาหกรรม
นักวิจัย : ทิพย์วดี อรรถธรรม
คำค้น : ระบบ , อุตสาหกรรม , ไหมอีรี่
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2556
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5220019 , http://research.trf.or.th/node/6718
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ไหมอีรี่ Samia ricini เป็นแมลงที่สร้างรังให้เส้นใยเช่นเดียวกับไหมหม่อน ต่างกันที่ไหมอีรี่กินใบมันสำปะหลังและใบละหุ่งเป็นอาหาร รังไหมอีรี่เป็นแบบรังเปิด คือมีรูเปิดที่ปลายด้านหนึ่ง การดึงเส้นใยจากรังใช้วิธีปั่นเส้น ไม่ได้ใช้วิธีสาวเส้นเช่นไหมหม่อน รังไหมอีรี่จึงเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมไหมปั่นอย่างแท้จริง เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่มีการปลูกกันมากเกือบ 7 ล้านไร่ และมีแนวโน้มว่าจะมีการปลูกเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อนโยบายภาครัฐ ในการใช้มันสำปะหลังเป็นพืชพลังงานผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งอาจขาดแคลนในอนาคต ดังนั้นจะมีใบมันสำปะหลังอย่างเหลือเฟือที่สามารถนำมาใช้เลี้ยงไหมอีรี่ได้ การส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่ให้แก่เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง จึงเป็นการหาอาชีพเสริมทางเลือกที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีงานทำในท้องถิ่นในช่วงที่รอการเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร และเป็นการใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อช่วยลดปัญหาการสร้างมลภาวะต่อสภาพแวดล้อม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายเกษตร ได้ให้การสนับสนุนโครงการวิจัยเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่เป็นอาชีพเสริมแก่เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง และการใช้ประโยชน์จากไหมอีรี่ในด้านต่างๆ แต่การที่จะทำให้การเลี้ยงไหมอีรี่เป็นอาชีพเสริมที่มั่นคง และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องและคุ้มค่า จำเป็นต้องขับเคลื่อนไหมอีรี่เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำตลาดได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สกว. ฝ่ายเกษตรจึงได้ให้การสนับสนุนโครงการวิจัย “การศึกษาระบบการผลิตไหมอีรี่ที่เหมาะสมสู่อุตสาหกรรม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนไหมอีรี่เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมด้วยการสร้างระบบการผลิตที่เหมาะสม ซึ่งรวมถึงการสร้างเครือข่ายผู้เลี้ยงไหมอีรี่ การวางแผนการผลิตไหมอีรี่ที่มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และสร้างต้นแบบการบริหารจัดการผลตอบแทนการจัดการไหมอีรี่สู่อุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า ในปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั้งสิ้น 6,863,170 ไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง โดยจะได้ผลผลิตหัวมันสำปะหลังสดรวม 22,324,155 ตัน คาดว่าในปี พ.ศ. 2555 พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาหัวมันสดอยู่ในเกณฑ์ดีมาก มีปริมาณน้ำฝนเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง และมาตรการควบคุมกำจัดเพลี้ยแป้งของภาครัฐน่าจะได้ผลดี จากการประเมินฐานทรัพยากรการผลิตที่เกษตรกรมีอยู่ เช่น พื้นที่ถือครอง แรงงาน สถานที่ อุปกรณ์การเลี้ยงและประสบการณ์การเลี้ยงไหม พบว่าเกษตรกรส่วนมากมีฐานทรัพยากรที่ค่อนข้างพร้อมที่จะเลี้ยงไหมอีรี่ แต่มีความสนใจในกิจกรรมที่เกี่ยวกับไหมอีรี่ต่างกัน กล่าวคือ เกษตรกรบางรายต้องการเลี้ยงเพื่อขายรัง บางรายต้องการทั้งเลี้ยง ปั่นเส้นด้ายและทอผ้าเพื่อจำหน่ายผ้าทอ บางรายก็ต้องการเพียงรับจ้างปั่นเส้นหรือทอผ้าจำหน่าย เกษตรกรหลายรายต้องการองค์ความรู้และการฝึกอบรมเรื่องการเลี้ยงไหมอีรี่ การลอกกาวไหม การปั่นเส้น และการทอผ้า ซึ่งทางโครงการได้จัดหาวิทยากรที่เหมาะสมให้บริการ เพื่อให้การขับเคลื่อนไหมอีรี่เข้าสู่อุตสาหกรรมเป็นรูปธรรมขึ้น โดยเกษตรกรมีส่วนร่วมและสามารถดำเนินการเองต่อไปได้อย่างเหมาะสม โครงการฯ ได้จัดตั้งเครือข่ายผู้เลี้ยงไหมอีรี่ขึ้นในพื้นที่ที่มีความพร้อมโดยในปี พ.ศ. 2552-2553 มีเกษตรกรเครือข่าย 31 เครือข่าย ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปางเชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร แพร่ นครสวรรค์ อุทัยธานี และมีเกษตรกรในจังหวัดกาฬสินธุ์ อุดรธานี ชัยภูมิอำนาจเจริญ สระแก้วและชลบุรี ที่ให้ความสนใจและอยู่ระหว่างการรวบรวมสมาชิกเพื่อจัดตั้งเป็นเครือข่ายบางรายก็ได้เลี้ยงไหมอีรี่ไปหลายรุ่นแล้ว มีการประชุมสมาชิกเครือข่ายเพื่อแต่งตั้งผู้นำและวางแนวทางการบริหารจัดการเครือข่าย รวมทั้งวางแผนการผลิตรังไหมอีรี่ รวบรวมเก็บรังและจัดเกรดรัง เพื่อนำส่งเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยในเบื้องต้นทางโครงการฯ ได้ช่วยประสานงานกับบริษัทไทย นำโชค เท็กซ์ไทล์ จำกัดและบริษัท สปัน ซิลด์ เวิรด์ จำกัด ในการรับรังไหมอีรี่เข้าสู่โรงงานเพื่อการผลิตเส้นด้ายไหมอีรี่ ซึ่งจะถูกส่งต่อให้เกษตรกรส่วนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นเส้นยืนในการทอผ้าสร้างผลิตภัณฑ์หัตถอุตสาหกรรมในชุมชน และส่งต่อให้บริษัท ธนไพศาล จำกัดอีกส่วนหนึ่ง เพื่อการผลิตผ้าทอจากโรงงาน ซึ่งได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกษตรกรผลิตรังและเส้นด้ายปั่นมือไหมอีรี่ได้คุณภาพแตกต่างกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการซื้อขาย ได้มีการศึกษาการจัดชั้นมาตรฐานและระบบการตรวจสอบรังไหมและเส้นด้ายไหมอีรี่กล่าวคือ มีการจัดเกรดเปลือกรังและเส้นด้ายปั่นมือไหมอีรี่ โดยแบ่งเปลือกรังไหมเป็น 3 เกรด และตั้งราคากลางในเบื้องต้นไว้ที่ 100-250 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคานี้อาจปรับเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับกลไกการตลาดในอนาคต โดยภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมตกลงร่วมกันในการสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย ส่วนเส้นด้ายปั่นมือนั้นมีทั้งเส้นด้ายขนาดเล็กและขนาดใหญ่ แต่ละขนาดมี 3 เกรด มีราคากลางที่ 1000-1300 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคากลางนี้อาจปรับเปลี่ยนใหม่ไปตามกลไกการตลาดของผ้าทอมือเช่นเดียวกัน มีการจัดระบบการตรวจสอบรังและเส้นด้ายไหมอีรี่ในแต่ละเครือข่าย เพื่อให้เกษตรกรสามารถประสานงานกับภาคเอกชน ทั้งในด้านการการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และการจัดเกรดเพื่อการต่อรองราคาต่อไปในภายหน้า การศึกษาการบริหารผลตอบแทนผู้เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานการผลิตไหมอีรี่ พบว่า ระบบการจัดการฟาร์มเลี้ยงไหมอีรี่ระดับครัวเรือน ไม่มีความยุ่งยาก ซับซ้อน สามารถดำเนินการเลี้ยงได้ภายในบ้าน ด้วยแรงงานที่ส่วนมากมีเพียงพอ ในกระบวนการผลิตผู้เลี้ยงจะได้รับการสนับสนุนไข่ไหมอีรี่ในการเลี้ยงครั้งแรกจากภาครัฐ ผู้เลี้ยงที่ตั้งใจเลี้ยงจะสามารถผลิตไข่ไหมเพื่อการขยายพันธุ์ต่อไปด้วยตนเอง และสามารถจัดการการผลิตในแต่ละรอบได้ 2 รุ่น มีดักแด้ไหมอีรี่ที่นำไปจำหน่ายเป็นอาหารได้ ส่วนรังนำไปปั่นเป็นเส้นด้าย ซึ่งต้องใช้แรงงานที่มีฝีมือและความอดทน เพราะทำได้ยากและเสียเวลามาก การย้อมสีเส้นด้ายก็ต้องอาศัยความชำนาญเช่นเดียวกัน ต้นทุนการย้อมสีขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่นำมาใช้ เส้นด้ายปั่นที่ได้จะนำเข้าสู่กระบวนการทอผ้า ผ้าทอที่นิยมผลิต คือ ผ้าคลุมไหล่และผ้าพันคอ กลุ่มผู้ผลิตรังไหมทุกกลุ่มพอใจในผลตอบแทนที่ได้จากการขายดักแด้ไหมอีรี่ ซึ่งเป็นผลผลิตส่วนใหญ่ที่ได้จากการเลี้ยง เนื่องจากความต้องการบริโภคสูง และราคาที่ได้รับเป็นที่พอใจ แต่ราคารังไหมอีรี่ยังไม่เป็นที่จูงใจ ผู้ผลิตรังไหมส่วนใหญ่จึงไม่ต้องการเป็นเพียงผู้ผลิตรังป้อนโรงงานอุตสาหกรรม แต่ต้องการทำเส้นด้ายเพื่อจำหน่ายเพราะได้ราคาสูงกว่าและเกษตรกรที่มีทักษะในการย้อมและทอผ้า ต้องการผลิตผ้าผืนเองเพราะได้ราคาสุทธิสูงที่สุด การเลี้ยงไหมอีรี่สามารถแบ่งกลุ่มผู้เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานออกได้เป็นกลุ่มผู้ผลิตรังไหม กลุ่มผู้ผลิตรังไหม กลุ่มผู้ผลิตเส้นด้าย กลุ่มผู้ผลิตผ้าและผลิตภัณฑ์ และกลุ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ผลการวิเคราะห์มูลค่าเพิ่มของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องพบว่า กลุ่มผู้ผลิตรังไหมได้ผลตอบแทนเงินสดและสุทธิของการเลี้ยงไหมอีรี่รังสด 1 รุ่น น้ำหนัก 12.5 กิโลกรัม มีค่าเท่ากับ 1,681 และ 870 บาท ตามลำดับ ส่วนมูลค่าเพิ่มจากกิจกรรมการทำเส้นด้ายเป็นเงินสดเท่ากับ 1,875 บาท แต่ขาดทุนสุทธิเท่ากับ 749 บาท มูลค่าเพิ่มจากการทอผ้า เป็นเงินสดเท่ากับ 1,662 บาท สุทธิ 1,062 บาท การแก้ปัญหาการขาดทุนของกลุ่มผู้ผลิตเส้นด้ายกระทำได้โดยการรวมกิจกรรมการผลิตเส้นด้ายเข้ากับการผลิตผลิตภัณฑ์ หรือการรวมทุกกิจกรรมในโซ่อุปทานเข้าสู่การบริหารจัดการเดียวกัน สำหรับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไหมอีรี่ในอนาคต ควรสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันไหมอีรี่ในโรงเรียนที่มีวัตถุดิบใบมันสำปะหลัง เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตรังไหม และเสริมสร้างยุวชนไหมอีรี่ สำหรับการผลิตเส้นด้าย เครื่องปั่นด้ายเอ็มซีมีความเหมาะสมในการควบคุมการผลิตด้วยแรงงานฝีมือที่ต้องการการประณีตและประหยัดพลังงาน ส่วนการทอผ้าต้องการแก้ปัญหาการหลุดของเส้นด้ายเป็นขุย และการสร้างมาตรฐาน เอกลักษณ์ และการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ด้านการจำหน่ายควรเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลความต้องการของลูกค้าได้

บรรณานุกรม :
ทิพย์วดี อรรถธรรม . (2556). การศึกษาระบบการผลิตไหมอีรี่ที่เหมาะสมสู่อุตสาหกรรม.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ทิพย์วดี อรรถธรรม . 2556. "การศึกษาระบบการผลิตไหมอีรี่ที่เหมาะสมสู่อุตสาหกรรม".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ทิพย์วดี อรรถธรรม . "การศึกษาระบบการผลิตไหมอีรี่ที่เหมาะสมสู่อุตสาหกรรม."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2556. Print.
ทิพย์วดี อรรถธรรม . การศึกษาระบบการผลิตไหมอีรี่ที่เหมาะสมสู่อุตสาหกรรม. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2556.