ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด (Child Watch) ปี 2550 : ภาคเหนือตอนล่าง (กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์และอุทัยธานี)

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด (Child Watch) ปี 2550 : ภาคเหนือตอนล่าง (กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์และอุทัยธานี)
นักวิจัย : ถาวร พงษ์พานิช
คำค้น : Child Watch , การติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด , กำแพงเพชร , ตาก , นครสวรรค์ , พิจิตร , พิษณุโลก , ภาคเหนือตอนล่าง , สภาวการณ์เด็ก , สุโขทัย , อุตรดิตถ์ , อุทัยธานี , เด็กและเยาวชน , เพชรบูรณ์
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5140015 , http://research.trf.or.th/node/6705
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการติดจามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนภาคเหนือตอนล่างเป็นโครงการวิจัยที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสถาบันรามจิตติ โดยมีจังหวัดที่เป็นเครือข่ายร่วมดำเนินการทั้งสิ้น 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดตาก จังหวัดนครสวรรค์จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดอุทัยธานี การดำเนินงานเริ่มตั้งแต่ 1 มีนาคม 2551 ถึง วันที่ 31 มีนาคม 2552 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อทำการสำรวจสภาวการณ์เด็กและเยาวชนในระดับจังหวัด โดยอาศัยตัวบ่งชี้คัดสรร(selected indicators) การสำรวจพฤติกรรมเด็ก ตลอดจนกรณีศึกษาปัญหาเด็กและเยาวชนเฉพาะเรื่องในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างทั้ง 9 จังหวัด 2) เพื่อทำการศึกษาวิเคราะห์รูปแบบหรือแบบแผนของปัญหาและความเสี่ยงของเด็กและเยาวชนรวมถึงปัจจัยเสี่ยงในกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ หรือในประเด็นปัญหาอันเป็นเป้าหมายการศึกษา 3) เพื่อค้นหารูปแบบแนวทางตลอดจนเงื่อนไขปัจจัยในการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงแนวทางในการช่วยให้เด็กและเยาวชนสามารถลด/เลี่ยง/ป้องกันตนเองจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ 4) เพื่อผลักดันให้เกิดความเคลื่อนไหวในระดับจังหวัด หรือระดับอนุภูมิภาค จากข้อมูลงานวิจัยและรวมถึงการค้นหาแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและรูปแบบการทำงานร่วมกันที่ยั่งยืนระหว่างองค์กร หน่วยงานและบุคคลในพื้นที่รวมถึงสถาบันการศึกษา หน่วยราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรประชาชนในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ในพื้นที่นั้นๆ ต่อไป 5) เพื่อให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอันจะนำไปสู่การดำเนินยุทธศาสตร์ระดับชาติและระดับพื้นที่ทางด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป 6) เพื่อทำการวิจัยเชิงพัฒนาในแต่ละจังหวัด โดยเน้นประเด็นสำคัญจากโจทย์การวิจัย ซึ่งเป็นการต่อยอดองค์ความรู้จากการทำกรณีศึกษาปี 2552 7) เพื่อพัฒนาศูนย์ข้อมูลสภาวการณ์เด็กและเยาวชน ด้วยระบบออนไลน์ ด้วยการจัดทำ Web site การจัดทำ e-book และการพัฒนาเครือข่ายเยาวชนเฝ้าระวังภาคเหนือตอนล่าง ระเบียบวิธีวิจัยใช้วิธีวิจัยทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้แก่ เด็กและเยาวชนตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ครอบครัว ชุมชน ตำรวจ สาธารณสุข สถาบันการศึกษาต่างๆ ศาลคดีเด็กและเยาวชนและอื่นๆ ข้อมูลที่เก็บจะแยกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสาธารณสุข ด้านสังคม และด้านการศึกษา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สภาวการณ์เด็กและเยาวชนที่อาศัยตัวบ่งชี้คัดสรร (selected indicators) ในระดับภาคเปรียบเทียบปี 2548-2549 กับ 2550-2551 พบว่าปัจจัยเสี่ยงสูงขึ้นได้แก่ เด็กมีความคิดอยากทำ ศัลยกรรมเด็กและเยาวชนพยายามฆ่าตัวตาย ร้อยละของเด็กที่เล่นอินเตอร์เน็ต ปัจจัยเสี่ยงต่ำได้แก่ การสูญบุหรี่ การทานขนมกรุบกรอบ และการดื่มน้ำอัดลม มีอาการเครียดจนมีอาการทางร่างกาย การดูการ์ตูนโป๊ วีซีดีโป๊ เว็บโป๊ และคลิปโป๊ ปัจจัยสร้างสูงขึ้น ได้แก่ การศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับอุดมศึกษา ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว โดยเฉพาะ การใช้เวลาพูดคุยกับพ่อแม่ เวลาที่ใช้ในการเล่นกีฬา และ ปัจจัยสร้างต่ำได้แก่ ทัศนคติต่อโรงเรียน ความปลอดภัยมากเวลาไปโรงเรียน การมีจิตสาธารณะความเชื่อและศาสนา ความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม และการสวดมนต์ก่อนนอน 2. รูปแบบของปัญหาและความเสี่ยงของเยาวชน พบว่าเป็นชุดและต่อเนื่อง ซึ่งจะเริ่มต้นที่ครอบครัว โรงเรียน กลุ่มเพื่อนและสภาพแวดล้อมต่างๆ โดยมีอิทธิพลของสื่อเข้าไปมีอิทธิพลสอดแทรกในทุกขั้นตอน 3. รูปแบบและแนวทางในการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีประสิทธิภาพ พบว่าต้องพัฒนาความตระหนักให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและมีส่วนร่วมได้เสียในเรื่องเด็กและเยาวชนทำงานด้วยกันเป็นเครือข่าย และในลักษณะของการมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนโดยต้องมีเด็กและเยาวชนร่วมด้วยในทุกขั้นตอนเช่นกัน 4. การผลักดันให้เกิดความเคลื่อนไหวในระดับจังหวัดและอนุภูมิภาค และรวมถึงการค้นหาแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและรูปแบบการทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน พบว่าต้องพัฒนาความตระหนักให้เกิดกลุ่มและผู้นำที่เข้มแข็ง ซึ่งในระบบราชการคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะได้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมอย่างเป็นระบบและสำหรับผู้นำที่ไม่เป็นทางการ เช่นพระ หรือ องค์กรเอกชนต่างๆ ต้องเป็นผู้ที่ทำงานด้านนี้มาก่อนพร้อมทั้งทำงานเครือข่ายต่างๆ เพื่อความรวดเร็วและการขยายงานการประสานคนและประสานงาน 5. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเป็นยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่และระดับชาติ พบว่าต้องพัฒนาความตระหนักของบุคลากรในทุกภาคส่วนในลักษณะที่ใช้การทำวิจัยโดยชุมชนเพื่อค้นหาคำตอบ และแนวทางการพัฒนา พร้อมทั้งกำหนดเป็นกฎ กติกา โดยชุมชน 6. แต่ละจังหวัดได้ทำวิจัยเชิงลึกเพื่อต่อยอดองค์ความรู้จากการทำกรณีศึกษา ปี 2552 ทุกจังหวัด 7. ได้จัดทำ Web site ทำ e-book และพัฒนาเครือข่ายเยาวชนเฝ้าระวังภาคเหนือตอนล่าง

บรรณานุกรม :
ถาวร พงษ์พานิช . (2552). โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด (Child Watch) ปี 2550 : ภาคเหนือตอนล่าง (กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์และอุทัยธานี).
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ถาวร พงษ์พานิช . 2552. "โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด (Child Watch) ปี 2550 : ภาคเหนือตอนล่าง (กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์และอุทัยธานี)".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ถาวร พงษ์พานิช . "โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด (Child Watch) ปี 2550 : ภาคเหนือตอนล่าง (กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์และอุทัยธานี)."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2552. Print.
ถาวร พงษ์พานิช . โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด (Child Watch) ปี 2550 : ภาคเหนือตอนล่าง (กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์และอุทัยธานี). กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2552.