ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

พัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานชุมชนอูรักลาโว้ยในพื้นที่ภูเก็ตจากมุมมองนิเวศวัฒนธรรม

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : พัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานชุมชนอูรักลาโว้ยในพื้นที่ภูเก็ตจากมุมมองนิเวศวัฒนธรรม
นักวิจัย : เมธิรา ไกรนที
คำค้น : อูรักลาโว้ย , ชาวเล -- ไทย -- ภูเก็ต , การตั้งถิ่นฐาน , นิเวศวิทยามนุษย์ , วิทยาสังคม
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : นฤมล อรุโณทัย , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/16321
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาค้นคว้าและนำเสนอภาพเกี่ยวกับพัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานของชุมชนอูรักลาโว้ยในพี้นที่ภูเก็ต และเหตุผลของการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ปัจจุบัน 2. ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวอูรักลาโว้ย และวิเคราะห์แนวทางการดำรงชีพและการตั้งถิ่นฐานตามแนวคิดนิเวศวัฒนธรรมและนิเวศชาติพันธุ์ 3. ศึกษาผลกระทบจากการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคม ทั้งจากภายนอกและภายในชุมชนอูรักลาโว้ยที่เกี่ยวเนื่องกับการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของชาวอูรักลาโว้ย ในจังหวัดภูเก็ต และ 4. เสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมความมั่นคงในการอยู่อาศัยของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ต โดยใช้แนวคิดการพัฒนาที่คำนึงถึงสิทธิชุมชน ในการวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลทั้งการศึกษาวิจัยเอกสารและการศึกษาวิจัยภาคสนาม เน้นข้อมูลจากประวัติศาสตร์บอกเล่าของบุคคลในพื้นที่ สืบสาวถึงความเป็นมาของการอพยพโยกย้ายที่เล่าขานต่อๆ กันมา นำเสนอผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ในการวิจัย อภิปรายผลตามกรอบแนวคิดที่แสดงถึงพัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานชุมชนอูรักลาโว้ย ในพื้นที่ภูเก็ตจากมุมมองนิเวศวัฒนธรรม ซึ่งผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ชาวอูรักลาโว้ยส่วนใหญ่กล่าวว่า บรรพบุรุษของชาวอูรักลาโว้ยได้เดินทางมาจากด้านใต้ของคาบสมุทรมลายู ซึ่งปัจจุบันเป็นดินแดนของอินโดนีเซียและมาเลเซีย และเดินทางด้วยเรือมาเรื่อยๆ จนเข้าสู่ทะเลอันดามัน ซึ่งอาจจะมีสาเหตุเพื่อการทำมาหากิน การพักอาศัยตามเกาะหรือสถานที่ที่มีความเหมาะสม ตั้งแต่บริเวณหมู่เกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ และเกาะบุโหลน จังหวัดสตูล เดินทางต่อมาเรื่อยๆ ผ่านเกาะต่างๆ ในจังหวัดตรัง เช่น เกาะมุก เกาะไหง เกาะกระดาน จนมาถึงบริเวณจังหวัดกระบี่ ซึ่งชาวอูรักลาโว้ยบางคนก็มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เกาะลันตา บ้างก็เดินทางต่อมายังจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเดิมก็อาศัยอยู่บริเวณเกาะบอน เกาะเฮ เกาะโหลน แหลมกาใหญ่ ฯลฯ ก่อนที่จะเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน คือชุมชนบ้านหาดสะปํา ชุมชนบ้านแหลมตุ๊กแก (เกาะสิเหร่) และชุมชนบ้านหาดราไวย์ ซึ่งอย่างน้อยน่าจะเป็นระยะเวลากว่า 200 ปีมาแล้ว ปัจจัยในการเลือกสถานที่ตั้งถิ่นฐานของชาวอูรักลาโว้ย ประกอบด้วย ปัจจัยด้านกายภาพและปัจจัยด้านสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ที่นำมาเป็นตัวกำหนดการพิจารณาถึงสถานที่ที่มีความเหมาะสม ทั้งต่อการอยู่อาศัยและการทำมาหากิน และมีความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐาน อันแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวให้เข้ากับทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีความมุ่งหวังเพื่อให้ตนมีชีวิตอยู่รอด เป็นการรักษาไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร และการแสดงออกซึ่งความผูกพันระหว่างชาวอูรักลาโว้ย ที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสถานที่ต่างๆ ทั้งในฐานะของผู้ใช้ประโยชน์และผู้รักษาไว้ให้คงอยู่ด้วยปัจจัยด้านการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี การเดินทางทางทะเลและการทำมาหากิน การรับอิทธิพลทางสังคม วัฒนธรรมจากสังคมใหญ่ และการที่พื้นที่ทำมาหากินและอยู่อาศัยจำกัดลงหรือมีการเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ชาวอูรักลาโว้ยต้องเปลี่ยนจากวิถีชีวิตแบบกึ่งเร่ร่อนในอดีต และท้ายสุดแล้วชาวอูรักลาโว้ยได้เลือกบางพื้นที่เพื่ออยู่อาศัยอย่างกึ่งถาวรหรืออยู่อย่างถาวรมากขึ้นในปัจจุบัน ชุมชนอูรักลาโว้ยที่ตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวรในจังหวัดภูเก็ต ล้วนเป็นชุมชนที่เผชิญกับปัญหาเรื่องสิทธิพื้นฐาน และปัญหาความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย อันมีสาเหตุมาจากกระบวนการพัฒนา ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่เน้นนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก การส่งเสริมการท่องเที่ยว การพัฒนาระบบกรรมสิทธิที่ดินที่รับรองโดยใช้หลักฐานเอกสาร และปัจจัยภายในที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร และความจำกัดของพื้นที่ ปัญหาความยากจนและหนี้สิน ความเกรงกลัวบุคคลภายนอกและการขาดการรวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชน ส่งผลให้ชาวอูรักลาโว้ยต้องมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องด้านที่อยู่อาศัยและการทำมาหากิน แนวทางในการส่งเสริมความมั่นคงในการอยู่อาศัยของชาวอูรักลาโว้ย ควรมีการยึดหลักสิทธิชุมชน ซึ่งต้องเปิดโอกาสให้ชาวอูรักลาโว้ยมีอำนาจในการจัดการทรัพยากรได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากชาวอูรักลาโว้ยมีวิถีการดำรงชีวิตที่อยู่ร่วมกับฐานทรัพยากร สามารถหากินและดูแลทรัพยากรในฐานะของเจ้าของฐานทรัพยากร ที่มีภูมิปัญญาที่ปรากฏออกมาในรูปแบบของความเชื่อ พิธีกรรมต่างๆ และมีการติดต่อกันระหว่างกลุ่มเดียวกันทั้งในรูปแบบการพึ่งพาอาศัย การหากินในบริเวณใกล้เคียงกันและการร่วมสืบทอดภูมิปัญญาเหล่านั้นให้คงอยู่ เพื่อความสงบสุขในการอยู่อาศัยที่ทุกคนสามารถเข้าถึงฐานทรัพยากรที่มีความอุดมสมบูรณ์ และในการดำเนินงานพัฒนา จะต้องได้รับความร่วมมือทั้งจากชาวอูรักลาโว้ย หน่วยงานรัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชน ที่จะต้องทำงานแบบประสานความร่วมมือกัน โดยเฉพาะการจัดตั้งเป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ เพื่อส่งผลให้ชาวอูรักลาโว้ยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการมีเอกลักษณ์ วัฒนธรรมที่มีความพิเศษและโดดเด่นท่ามกลางความเจริญ และความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเป็นการพัฒนาที่ส่งเสริมให้ชาวอูรักลาโว้ยได้ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง และไม่เป็นการทำลายวิถีวัฒนธรรมเดิม

บรรณานุกรม :
เมธิรา ไกรนที . (2552). พัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานชุมชนอูรักลาโว้ยในพื้นที่ภูเก็ตจากมุมมองนิเวศวัฒนธรรม.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เมธิรา ไกรนที . 2552. "พัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานชุมชนอูรักลาโว้ยในพื้นที่ภูเก็ตจากมุมมองนิเวศวัฒนธรรม".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เมธิรา ไกรนที . "พัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานชุมชนอูรักลาโว้ยในพื้นที่ภูเก็ตจากมุมมองนิเวศวัฒนธรรม."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552. Print.
เมธิรา ไกรนที . พัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานชุมชนอูรักลาโว้ยในพื้นที่ภูเก็ตจากมุมมองนิเวศวัฒนธรรม. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2552.