ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

เภสัชจลนศาสตร์ของยาเซฟไตรอะโซนในผู้ป่วยโรคเบต้า-ธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : เภสัชจลนศาสตร์ของยาเซฟไตรอะโซนในผู้ป่วยโรคเบต้า-ธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี
นักวิจัย : นวรัตน์ ปัญจสวัสดิ์วงศ์
คำค้น : เภสัชจลนศาสตร์ , ธาลัสสีเมีย , เซฟไตรอะโซน
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : วันชัย ตรียะประเสริฐ , อิศรางค์ นุชประยูร , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะเภสัชศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/15960
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ภ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของยาเซฟไตรอะโซนขนาด 1 กรัม วันละครั้ง ในผู้ป่วยโรคเบต้า-ธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี หารูปแบบทางเภสัชจลนศาสตร์ของยาเซฟไตรอะโซนในผู้ป่วยกลุ่มนี้ และสร้างแบบจำลองกราฟความเข้มข้นของยากับเวลา อาสาสมัครที่เข้าร่วมการวิจัยจำนวน 18 คน ได้รับยาเซฟไตรอะโซนขนาด 1 กรัม ครั้งเดียว โดยหยดยาเข้าทางหลอดเลือดดำนาน 30 นาที หลังจากนั้นจึงทำการเก็บตัวอย่างเลือดทั้งหมด 10 ครั้งๆ ละ 5 มิลลิลิตร ณ เวลาก่อนเริ่มให้ยา และที่เวลา 15, 30 (หลังจากที่ให้ยาหมดแล้ว), 40 นาที ต่อไปที่เวลา 1, 2, 4, 8, 12 และ 24 ชั่วโมง หลังจากเริ่มให้ยา การวิเคราะห์ระดับยาในพลาสมาใช้หลักการโครมาโทกราฟฟีแบบของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) ผลการวิเคราะห์ค่าเภสัชจลนศาสตร์ พบว่า ค่าคงที่ของการกำจัดยา (Ke) เฉลี่ยเท่ากับ 0.0860 + 0.0146 ชั่วโมง-1 ค่าครึ่งชีวิตของการกำจัดยา (t1/2) เฉลี่ยเท่ากับ 8.27 + 1.35 ชั่วโมง พื้นที่ภายใต้เส้นโค้งของความเข้มข้นของยาในพลาสมากับเวลา (AUC) เฉลี่ยเท่ากับ 1544.66 + 275.75 ชั่วโมง*ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ปริมาตรการกระจายยา (Vd) เฉลี่ยเท่ากับ 7847.09 + 1338.35 มิลลิลิตร และค่าการกำจัดของยา (CL) เฉลี่ยเท่ากับ 667.22 + 120.04 มิลลิลิตร/ชั่วโมง โดยรูปแบบทางเภสัชจลนศาสตร์ที่มีความเหมาะสมที่สุดที่จะนำมาใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างระดับยาเซฟไตรอะโซนในพลาสมากับเวลา คือ แบบจำลองสองห้อง ตามสมการ Ct = -1306386e-2.3673(t) + 121.12e-0.0847(t) + 1306264.88e-2.3669(t) การสร้างกราฟแบบจำลอง เพื่อหาเวลาที่ระดับยาในเลือดอยู่เหนือค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อได้ (Time above MIC, T > MIC) แสดงให้เห็นว่ายาเซฟไตรอะโซนขนาด 1 กรัม วันละครั้ง ทางหลอดเลือดดำ โดยหยดยานาน 30 นาที มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ Salmonella, Streptococcus pneumoniae, Klebsiella pneumoniae, Escherichia coli และ Staphylococcus aureus อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาระดับยาอิสระในพลาสมา พบว่า ยาเซฟไตรอะโซนมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ Salmonella, Streptococcus pneumoniae ดังนั้นการให้ยาเซฟไตรอะโซนในขนาดดังกล่าว อาจมีผลทำให้เวลาที่ระดับยาในเลือดอยู่เหนือค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ มีค่าน้อยกว่าร้อยละ 80 ได้ การเพิ่มประสิทธิภาพของยาเซฟไตรอะโซนในการฆ่าเชื้อสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ การเพิ่มขนาดยา หรือ การลดระยะห่างของการให้ยา หรือ การเพิ่มระยะเวลาการให้ยา

บรรณานุกรม :
นวรัตน์ ปัญจสวัสดิ์วงศ์ . (2552). เภสัชจลนศาสตร์ของยาเซฟไตรอะโซนในผู้ป่วยโรคเบต้า-ธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นวรัตน์ ปัญจสวัสดิ์วงศ์ . 2552. "เภสัชจลนศาสตร์ของยาเซฟไตรอะโซนในผู้ป่วยโรคเบต้า-ธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นวรัตน์ ปัญจสวัสดิ์วงศ์ . "เภสัชจลนศาสตร์ของยาเซฟไตรอะโซนในผู้ป่วยโรคเบต้า-ธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552. Print.
นวรัตน์ ปัญจสวัสดิ์วงศ์ . เภสัชจลนศาสตร์ของยาเซฟไตรอะโซนในผู้ป่วยโรคเบต้า-ธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2552.