ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การประยุกต์ใช้วิธีสังยุคเฟสแสงในโครงข่ายเส้นใยแสง

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การประยุกต์ใช้วิธีสังยุคเฟสแสงในโครงข่ายเส้นใยแสง
นักวิจัย : พสุ แก้วปลั่ง
คำค้น : broadcast & select network , dispersion compensation , Optical fiber communication , optical fiber dispersion , optical fiber network , optical phase conjugator , wavelength-division multiplexing , wavelength-routed network
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2554
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG5180176 , http://research.trf.or.th/node/6420
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัยนี้ นำเสนอวิธีการวางเครื่องสังยุคเฟสแสงในโครงข่ายเส้นใยแสงที่ใช้การมัลติเพล็กซ์ความยาวคลื่น ซึ่งโครงข่ายที่พิจารณานั้น มีอยู่ด้วยกัน 3 ลักษณะคือโครงข่ายแบบวงแหวน (ring network) แบบแพร่และเลือกสัญญาณ(broadcast-and-select network) และโครงข่ายแบบเมช(mesh network) ซึ่งวิธีที่นำเสนอนั้น จะทำให้โครงข่ายใช้จำนวนเครื่องสังยุคเฟสแสงได้น้อยกว่ากรณีที่ใช้เครื่องสังยุคเฟสแสงมากที่สุด นอกจากนั้น ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกรณีที่โครงข่ายมีข่ายเชื่อมโยงเสียหาย ซึ่งมีกลไกการกู้คืนสัญญาณแบบเปลี่ยนเส้นทาง (path protection) วิธีการวางเครื่องสังยุคเฟสแสงนั้น ทำได้โดยการวิเคราะห์ทราฟฟิกของข้อมูลทั้งหมดและวิเคราะห์ตำแหน่งที่จะวางเครื่องสังยุคเฟสแสง รวมถึงหาค่าพารามิเตอร์ที่สามารถบอกได้ว่าโครงข่ายไหนใช้วิธีลดจำนวนเครื่องสังยุคเฟสแสงได้ หรือโครงข่ายไหนต้องวางไว้ที่ตำแหน่งกลางข่ายเชื่อมโยงทุกๆข่าย เนื่องจากเกิดปัญหาในการหาช่วงในการซ้อนทับทุกๆทราฟฟิกได้ไม่ทั้งหมด จึงได้คิดค้นระเบียบขั้นตอนวิธีเพื่อที่จะทำการซ้อนทับทุกๆทราฟฟิกให้ได้ทั้งหมด โดยใช้พารามิเตอร์ที่เรียกว่า ซึ่งสามารถช่วยตัดสินได้ว่า โครงข่ายนั้นสามารถใช้วิธีการวางเครื่องสังยุคเฟสแสงที่นำเสนอในวิทยานิพนธ์นี้ได้หรือไม่ เมื่อได้ทดลองใช้ระเบียบขั้นตอนวิธีที่ได้นำเสนอ ในโครงข่ายตัวอย่างต่างๆ ได้แก่ OPEN ERNet และ NARNet โดยใช้ค่า ที่คิดค้นพัฒนาขึ้นในการลดขนาดโครงข่ายแต่ละโครงข่ายให้เหมาะสม พบว่าสามารถวางเครื่องสังยุคเฟสแสงได้ด้วยจำนวนน้อยกว่าการวางเครื่องสังยุคเฟสแสงในกรณีที่วางกลางข่ายเชื่อมโยงทุกๆข่าย เพื่อให้ไม่จำเป็นต้องลดขนาดโครงข่ายลง ผู้วิจัยจึงได้ใช้วิธีเลือกช่วงของความยาวคลื่นที่เหมาะสม หรือช่วงของค่าดิสเพอร์ชั่นเริ่มต้นที่เหมาะสมแทน จากการทดลองวิธีดังกล่าวบน ERNet ซึ่งประกอบด้วย 42 link และ 15 node ช่วงของความยาวคลื่นที่เหมาะสมสำหรับโครงข่ายดังกล่าว คือ 1220.21-1248.51 nm โดยใช้จำนวน OPC เพียงแค่ 10 ตัว. สำหรับโครงข่าย NARNet ซึ่งประกอบด้วย 48 link และ 17 node ช่วงของความยาวคลื่นที่เหมาะสมสำหรับโครงข่ายดังกล่าว คือ 1220.20-1237.50 nm โดยใช้จำนวน OPC เพียงแค่ 10 ตัวเช่นเดียวกัน. จะเห็นได้ว่า ด้วยวิธีดังกล่าว เราสามารถลดจำนวน OPC บนโครงข่าย ERNet และ NARNet ลงมาได้ถึง 32 และ 38 ตัวตามลำดับ We propose a method for placing optical phase conjugators (OPCs) in optical wavelength-division multiplexed (WDM) fiber network. Our method is transparent to network topologies, therefore, it can be applied for both broadcast-and-select (B&S) network and wavelength-routed networks, such as ring network and mesh network, and can be extended for all such the networks that faces a single-link failure, protected by shared path protection. Moreover, our method can give the number of OPC needed in the networks less than using the OPC in the middle of each link, for which the number of OPC is maximum. For a given range of wavelengths that intend to be used for signal transmission in a network, according to the restriction that the OPC usable ranges of all traffics in a shared path must be overlapped, we derive a useful parameter, which denotes R parameter, to determine whether the network can employ OPC using our algorithm, or it can only employ OPC in the middle of each link. The R parameter can also be used for scaling a network size to be suitable for which our algorithm can be applied. We demonstrate our algorithm with scaling the network size using R parameter to 1 sample of the B&S network and 3 samples of the mesh networks; OPEN, ERNet and NARNet. The results, from all the sample networks, show that our proposed algorithm can efficiently help reducing the number of OPC to be less than using the OPC in the middle of each link. Next, we investigate the elimination of such limitation manifested through the R parameter by finding the suitable range of wavelength, as well as the suitable range of dispersion values, that can be used in the network without scaling down the size of the network. Again, we demonstrate our analysis on the ERNet and the NARNet. For the ERNet which consists of 42 links and 15 nodes, the suitable range of wavelengths is 1220.21-1248.51 nm with the necessary number of OPC is 10. On the other hand, we show that, for the NARNet which consists of 48 links and 17 nodes, the suitable range of wavelengths is 1220.20-1237.50 nm with the necessary number of OPC is 10. As a result, we can significantly reduce the number of OPC as much as 32 and 38 for the ERNet and NARNet, respectively.

บรรณานุกรม :
พสุ แก้วปลั่ง . (2554). การประยุกต์ใช้วิธีสังยุคเฟสแสงในโครงข่ายเส้นใยแสง.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
พสุ แก้วปลั่ง . 2554. "การประยุกต์ใช้วิธีสังยุคเฟสแสงในโครงข่ายเส้นใยแสง".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
พสุ แก้วปลั่ง . "การประยุกต์ใช้วิธีสังยุคเฟสแสงในโครงข่ายเส้นใยแสง."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print.
พสุ แก้วปลั่ง . การประยุกต์ใช้วิธีสังยุคเฟสแสงในโครงข่ายเส้นใยแสง. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.