ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาแนวทางส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ ตำบลศรีสว่าง อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาแนวทางส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ ตำบลศรีสว่าง อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด
นักวิจัย : ธนาทร พานทอง
คำค้น : ข้าวอินทรีย์ , ร้อยเอ็ด
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG47E0024 , http://research.trf.or.th/node/5735
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัยแนวทางการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ ในพื้นที่ตำบลศรีสว่าง อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผลพวงการทำงานของคณะบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้ร่วมกับชาวบ้านผู้นำท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบลศรีสว่าง ในการจัดทำแผนแม่บทชุมชน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตำบลศรีสว่าง ข้อมูลและข้อเสนออันเกิดจากคนในท้องถิ่น ซึ่งประกอบอาชีพการทำนาข้าวหอมมะลิกันทุกคน การทำนาเป็นอาชีพที่ชาวนาในตำบลศรีสว่าง ได้ทำต่อเนื่องสืบทอดมาจากบรรพบุรุษยาวนาหลายชั่วอายุคนในอดีตการผลิตข้าวเป็นกิจกรรมที่ชาวบ้าน ได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และระบบนิเวศน์ วงจรของระบบธรรมชาติ และยังมีการคิดค้นเครื่องมือ เพื่อเป็นเครื่องทุนแรงในการทำนามาอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านยังมีการนำเอาสัตว์เช่น ควายมาฝึกเพื่อใช้ไถนา และใช้วัสดุในท้องถิ่นเป็นเครื่องมือประกอบการทำนาได้อย่างสอดคล้อง ข้าว ผลผลิตจากแปลงนา เดิมผลิตข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือน ต่อมาข้าวได้ยกระดับเป็นสินค้าภาคการเกษตรที่สำคัญ ที่มีการส่งออกไปขายยังต่างประเทศ และสร้างรายได้จำนวนมหาศาล ความต้องการข้าวของประเทศเพื่อนบ้านมีความต้องการสูงขึ้น หน่วยงานรัฐและเอกชน จึงได้พัฒนาเทคโนโลยี สารกระตุ้นเพื่อนำมาใช้ในการเพิ่มผลผลิตให้กับข้าว และมีการใช้เพิ่มจำนวนมาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลจากการเร่งเพิ่มผลผลิตข้าวให้ได้ปริมาณที่มาก ชาวบ้านในตำบลศรีสว่าง จึงได้นำเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวให้ได้เพิ่มสูงขึ้น เทคโนโลยี และสารเคมีที่ชาวบ้านนำมาใช้เพิ่มผลผลิตข้าว ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาการเสื่อมสภาพความอุดมสมบูรณ์ของลดลง ชาวบ้านจึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีจำนวนมากขึ้น และเพิ่มจำนวนสารเคมีมากขึ้นทุกปี ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ปัจจุบันชาวบ้านสามารถผลิตข้าวได้เป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันต้นทุนในการทำนาก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย ทำให้ชาวนามีภาวะหนี้สินเพิ่มมาก ขึ้นด้วย การศึกษาพบว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ระบบการตลาดได้เข้ามามีบทบาทต่อการทำนามากขึ้นและข้าวอันเป็นผลผลิตจากภาคการเกษตร ได้ถูกยกระดับให้เป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศ รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมชาวนาให้เร่งเพิ่มผลผลิตข้าวให้ได้มากขึ้น เทคโนโลยี และสารเคมีถูกนำมาใช้ในการทำนา เกษตรกรชาวบ้านที่เคยใช้แรงงานควายในการไถนา เปลี่ยนมาเป็นการใช้เครื่องจักรแทนทำให้ต้นทุนในการทำนาเพิ่มสูงขึ้น และระบบนิเวศน์รอบแปลงนาถูกทำลายลง ความอุดมสมบูรณ์เริ่มหายไปจากท้องถิ่น การนำสารเคมีมาใช้ในการทำนา ได้ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินและน้ำ จนทำให้เกิดปัญหาสัตว์น้ำลดจำนวนลง เช่น ปลา กบ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วสารเคมีเหล่านี้ ยังปนเปื้อนไปกับหญ้าที่ชาวบ้านเกี่ยวตามคันนาไปให้วัว ควายกิน ทำให้วัว ควาย ที่กินนั้นเข้าไปเกิดปัญหาการแท้งลูก นอกจากนี้แล้วสารเคมียังทำให้ดินเสื่อมคุณภาพลงอย่างรวดเร็ว การทำนาของชาวบ้านในชุมชนตำบลศรีสว่าง มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำนา นอกจากการใช้แรงงานคนในครอบครัว และการใช้แรงงานสัตว์ในการทำนา เปลี่ยนมาเป็นการนำเครื่องจักรทันสมัยเข้ามาช่วยในการทำนา ในปี พ.ศ. 2500 ได้มีการนำเอารถแท๊กเตอร์เข้ามาบุกเบิกปรับสภาพแปลงนาให้มีขนาดใหญ่ และในปี พ.ศ. 2527 ชาวบ้านเริ่มมีการนำรถไถนาเดินตาม ( ควายเหล็ก ) เข้ามาใช้ใน การไถนาแทนการใช้ควาย และต่อมาปี พ.ศ. 2538 มีการนำรถสีข้าว มาใช้ในการนวดข้าวแทนการนวดโดยการใช้แรงงานคน ในปี พ.ศ. 2543 เริ่มมีการนำรถเกี่ยวข้าวพร้อมสี เข้ามาใช้ในการเกี่ยวข้าว และเมื่อปี พ.ศ. 2544ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนแปลงจากการทำนาดำ มาเป็นการทำนาหว่าน และในปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่ตำบลศรีสว่าง เลิกทำนาดำหันมาทำนาหว่านกันหมดทุกคน ผลผลิตข้าวในปัจจุบันเฉลี่ย 326 กิโลกรัมต่อไร่ปัจจุบันชาวบ้านต้องพึ่งเทคโนโลยี และสารเคมีในการเพิ่มผลผลิตข้าวให้ได้ในปริมาณมาก แต่การใช้สารเคมีและเทคโนโลยี ก็ได้ทำให้ต้นทุนการทำนาเพิ่มสูงตามขึ้นไปด้วย ผลผลิตที่ได้เฉลี่ยประมาณไร่ละ 326 กิโลกรัม ราคาซื้อขายในปัจจุบัน กิโลกรัมละ 8 – 10 บาท ( พ.ศ. 2548 ) หากทำนาในพื้นที่ 10 ไร่จะได้ผลผลิตข้าว 3,260 กิโลกรัม คิดเป็นเงินจำนวน 29,340 บาท ( คิดราคากิโลกรัมละ 9 บาท ) ชาวบ้านจะมีรายได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว ประมาณ 9,290 บาท จากการผลผลิตในเนื้อที่ 10 ไร่ การพึ่งเทคโนโลยี และสารเคมีจากภายนอก ซึ่งชุมชนไม่สามารถผลิตได้ทำให้เกิดการไหลออกของเงินจากชุมชน ในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก เงินทุนที่ใช้ในการทำนาในพื้นที่ 10 ไร่ ใช้เงินลงทุนไปจำนวน 20,050 บาท เฉลี่ยไร่ละ 2,005 บาท เงินจำนวนนี้เหลืออยู่ชุมชนจำนวน 3,600 บาท เฉลี่ยไร่ละ360 บาท และในขณะที่เงินจำนวน 16,550 บาท เฉลี่ยไร่ละ 1,655 บาท ได้ไหลออกนอกชุมชน ขณะที่ พื้นที่ทำนาในตำบลศรีสว่างมีจำนวนทั้งหมด 27,143 ไร่ มีการใช้เงินลงทุนทำนาในแต่ละปีจำนวน54,421,715 บาท เงินทั้งหมดนี้จะเหลืออยู่ในชุมชนจำนวน 9,771,480 บาท ในขณะที่เงินจำนวน44,921,665 บาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่ชาวบ้านในตำบลศรีสว่างใช้ในการลงทุนในแต่ละปี จำนวนเงินเหล่านี้หมดไปกับการซื้อหาปัจจัยการผลผลิตจากภายนอกชุมชน โดยเฉพาะเงินที่ต้องใช้ในการซื้อปุ๋ย เคมี ข้อมูลที่ได้จากการศึกษา ทีมวิจัยกับชาวบ้านในชุมชนได้ร่วมกันวิเคราะห์ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และข้อมูลนี้ได้มีการสื่อสารกับชาวบ้านคนอื่นในชุมชนตลอดเวลา เมื่อชาวบ้านได้รับข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลการไหลออกของเงินทุนในการทำนาแต่ละปี ซึ่งมีจำนวนมาก และสภาพความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรลดลงอย่างมาก ทำให้ชาวบ้านเริ่มตระหนักถึงวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นกับตนเอง ทำให้เกิดการตื่นตัวและเริ่มแสวงหาแนวทางในการลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งการปรับสภาพคุณภาพของแปลงนาให้มีความสมบูรณ์อีกครั้ง ทีมวิจัยได้พาชาวบ้านเดิน ทางไปศึกษาดูงานกับกลุ่มชาวบ้านที่ทำการผลิตข้าวอินทรีย์ ที่อำเภอเขมราษ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเรียนรู้ขั้นตอน วิธีการเพิ่มผลผลิตข้าว การลดต้นทุนการผลิต องค์รู้เดิมที่มีอยู่ของแต่ละ ถูกกล่อมเกลาจากผู้มีประสบการณ์ และประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดการพลังในการแสวงหาทางออก จนเวทีการวางแผนการปรับเปลี่ยนการทำนาจากการใช้สารเคมี มาเป็นการทำเกษตรอินทรีย์ ได้เกิดมิติใหม่ของชาวนา จนกลายมาเป็นการขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้เกิดโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ อันเป็นแหล่งเรียนรู้การปรับเปลี่ยนการทำนาของชาวบ้านตำบลศรีสว่าง ทีมวิจัย จึงได้ร่วมกับชาวบ้านเพื่อจัดทำหลักสูตรโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เป็นเครื่องนำทาง สำหรับชาวบ้านผู้ที่จะเลิกการทำนาเคมี มาเป็นการทำนาเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาชาวนาล้มละลายได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของโครงการวิจัยแนวทางการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งดำเนินการในระยะที่ 1. คือการศึกษาข้อมูล และแนวทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งยังขาดช่วงการทดลองปฏิบัติการ จึงยังไม่เห็นผลที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นภาระกิจของทีมวิจัยและชาวบ้าน ที่ต้องร่วมกันขับดันต่อไป

บรรณานุกรม :
ธนาทร พานทอง . (2549). การศึกษาแนวทางส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ ตำบลศรีสว่าง อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธนาทร พานทอง . 2549. "การศึกษาแนวทางส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ ตำบลศรีสว่าง อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธนาทร พานทอง . "การศึกษาแนวทางส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ ตำบลศรีสว่าง อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
ธนาทร พานทอง . การศึกษาแนวทางส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ ตำบลศรีสว่าง อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.