ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ศึกษาความอยู่รอดของข้าวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ศึกษาความอยู่รอดของข้าวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
นักวิจัย : อัทธ์ พิศาลวานิช
คำค้น : ข้าว , ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2555
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5320011 , http://research.trf.or.th/node/5259
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ข้าว เป็นพืชอาหารหลักที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย และเป็นแหล่งรายได้หลักของชาวนาไทยกว่า 3.7 ล้านครัวเรือน สร้างรายได้เข้าประเทศโดยการส่งออกที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30.8 ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดของประเทศในปี 2552 โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวถือเป็นอาหารหลักของประชาชนชาวไทยมาแสนนาน ดังนั้นหลังจากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ทำความตกลงเพื่อลดภาษีสินค้าเป็นศูนย์ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตข้าว ทั้งข้าวเปลือก ข้าวสาร ตลอดจนผลกระทบต่อผู้บริโภคข้าวของไทย จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัยโครงการศึกษาความอยู่รอดของข้าวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบศักยภาพการผลิต การค้า และนโยบายของข้าวไทยกับเวียดนาม 2) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อรายได้ การใช้ปัจจัยการผลิต การใช้ที่ดินของชาวนาไทย และ 3) เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงจากผลกระทบของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อความอยู่รอดของข้าวไทย ผลที่ได้จากการวิจัย พบว่าไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดอาเซียนในประเภทข้าวขาวให้แก่เวียดนามแต่สำหรับข้าวประเภทอื่น ไทยยังคงสามารถครองส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ ซึ่งเหตุของการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดนั้นมาจากนโยบายการค้าข้าวของเวียดนามที่มีการดำเนินงานโดยรัฐบาลเป็นหลัก นั่นคือรัฐบาลเวียดนามมอบหมายให้สมาคมอาหารเวียดนาม (Vietnam Food Association: VFA) เป็นผู้กำหนดราคาส่งออกข้าวขั้นต่ำ (Minimum Export Price: MEP) ที่ผู้ส่งออกจะทำสัญญาซื้อขายกับต่างประเทศ ดังนั้นราคาส่งออกข้าวของเวียดนามจึงมีราคาถูก ตลอดจนการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว การพัฒนาและสร้างโครงสร้างพื้นฐานบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta River) และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดง (Red River Delta) ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศให้เป็นแหล่งปลูกข้าวเพื่อการส่งออก รวมถึงการทำการตลาดข้าวแบบทีมเดียว โดยรัฐบาลเป็นผู้นำในการหาตลาด การส่งออกข้าวของเวียดนามจึงเป็นแบบการซื้อขายข้าวระหว่างรัฐบาลเวียดนามกับรัฐบาลของประเทศผู้นำเข้า ส่งผลมีปริมาณและมูลค่าการค้าสูง แต่ทั้งนี้หากพิจาณาด้านการผลิตของไทย พบว่าในปัจจุบันไทยมีศักยภาพมากกว่าทั้งพันธุ์ข้าว คุณภาพข้าว ความชำนาญของชาวนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีการสีข้าว และการขนส่ง สำหรับผลกระทบที่มีต่อรายได้ การใช้ปัจจัยการผลิต การใช้ที่ดินของชาวนาไทย พบว่าหลังจากมีการปรับลดภาษีศุลกากรข้าวสารให้เป็นร้อยละศูนย์ จะส่งผลให้ไทยได้รับประโยชน์มากขึ้น ทั้งในภาคการผลิต การใช้ปัจจัยการผลิต การส่งออก และรายได้ของชาวนา แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงทุกประเทศในอาเซียนไม่ได้ปรับลดภาษีศุลกากรข้าวสาร โดยเฉพาะตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทย คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ที่เก็บภาษีในอัตราสูง ส่งผลให้ประโยชน์ที่ไทยได้รับน้อยลง ประกอบกับหากเปรียบเทียบผลประโยชน์ของไทยกับเวียดนามซึ่งมีตลาดส่งออกข้าวเดียวกัน คือ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ รวมถึงปัจจุบันเวียดนามเป็นผู้ครองตลาดข้าวสารอาเซียนส่งผลให้ไทยมีโอกาสได้ประโยชน์จากการปรับลดภาษีศุลกากรน้อยกว่าเวียดนาม โดยสัดส่วนของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคการผลิตต่างๆ ในประเทศนั้น ผู้ส่งออกจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดทั้งในด้านของการได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้าข้าวสาร รองลงมาเป็นโรงสีข้าว และชาวนา คิดเป็นร้อยละ 50.0 ร้อยละ 40.0 และร้อยละ 10.0 ตามลำดับ สำหรับชาวนาไทยนั้น จากผลการวิจัยแม้พบว่าได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเนื่องจากราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาได้รับหรือรายได้ของชาวนามีหน่วยงานรัฐคอยให้ความช่วยเหลือดูแล แต่นโยบายรัฐดังกล่าวถือเป็นดาบสองคม เนื่องจากเป็นการแทรกแซงตลาด มีช่องทางที่สามารถทุจริตคอรัปชั่น และไม่เป็นการกระตุ้นหรือเชิญชวนให้ชาวนาไทยพัฒนาศักยภาพการปลูกข้าวของตนเองให้เป็นข้าวที่มีคุณภาพ เพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไร่ หรือส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิต ทำให้นับวันชาวนาไทยไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีนโยบายเร่งด่วนในการพัฒนาข้าวไทยทั้ง ระบบ ดังนี้ (1) นโยบายเพื่อเสริมศักยภาพด้านการผลิตของชาวนาไทยส่งเสริมให้ชาวนาลดต้นทุนการเพาะปลูกข้าวอย่างจริงจัง โดยรณรงค์ให้ใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงขึ้น การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ทำให้สามารถเพาะปลูกได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และการบริหารจัดการรายได้ของชาวนาอย่างยั่งยืน (2) นโยบายส่งเสริมศักยภาพด้านการตลาดเพิ่มช่องทางในการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารด้านข้าวของประเทศในอาเซียน เช่นความคืบหน้าของข้อตกลงภายในอาเซียน จัดทำบทวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มการค้าข้าวในตลาดอาเซียน นโยบายข้าวของประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นต้น ให้ชาวนา โรงสีข้าว ผู้ส่งออก รับรู้และเข้าใจอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง รวมไปถึงการทำตลาดข้าวเพื่อการส่งออกมากขึ้น ทั้งการกระชับสัมพันธ์ในตลาดส่งออกเดิม การทำตลาดในตลาดส่งออกใหม่ๆ ส่งเสริมหรือพัฒนาพันธุ์ข้าวได้ตรงตามความต้องการ ชูจุดเด่นของเอกลักษณ์ข้าวไทย ตั้งศูนย์แสดงสินค้าถาวรของข้าวไทยในประเทศสมาชิกอาเซียน (3) นโยบายเสริมศักยภาพข้าวไทยทั้งระบบรวมกลุ่มกันระหว่างชาวนา ผู้ประกอบการโรงสีข้าว ผู้ส่งออก รวมถึงตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระที่ดูแลข้าวไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับการผลิต การแปรรูป และการส่งออก เพื่อให้การดำเนินงานในทุกส่วนสอดคล้องกัน

บรรณานุกรม :
อัทธ์ พิศาลวานิช . (2555). ศึกษาความอยู่รอดของข้าวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อัทธ์ พิศาลวานิช . 2555. "ศึกษาความอยู่รอดของข้าวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อัทธ์ พิศาลวานิช . "ศึกษาความอยู่รอดของข้าวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2555. Print.
อัทธ์ พิศาลวานิช . ศึกษาความอยู่รอดของข้าวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2555.