ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

แนวทางและกลไกการแก้ปัญหาของความทับซ้อน/กำกวมระหว่างคนไร้รัฐกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว: กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : แนวทางและกลไกการแก้ปัญหาของความทับซ้อน/กำกวมระหว่างคนไร้รัฐกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว: กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี
นักวิจัย : จันทรา ธนะวัฒนาวงศ์
คำค้น : คนชายขอบ , คนไร้รัฐ , จังหวัดอุบลราชธานี , ชายแดนไทย-ลาว , แรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2554
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5210032 , http://research.trf.or.th/node/5177
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 4 ประการ ประการแรก คือการศึกษาสภาพเงื่อนไข และบริบทต่างๆ ที่แวดล้อมเกี่ยวข้องกับความเป็นมาและการดำรงอยู่ของคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่มีสถานะทับซ้อน/กำกวมกับแรงงานต่างด้าว ประการที่สองคือ การศึกษาบริบท เงื่อนไข และข้อจำกัดของการดำเนินนโยบายทั้งในระดับชาติและระหว่างชาติต่อประเด็นปัญหาคน ไร้รัฐไร้สัญชาติคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่มีสถานะทับซ้อน/กำกวมกับแรงงานต่างด้าว ประการที่สาม เป็นการทำความเข้าใจ“ปฏิบัติการของอำนาจ” ในการสร้างนโยบาย การตอบโต้ของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ และข้อเท็จจริงจริงที่เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ ประการสุดท้าย คือการแสวงหาแนวทางและกลไกการแก้ปัญหาเชิงนโยบายที่เหมาะสม ทั้งสำหรับหน่วยงานภาครัฐ คน ในท้องถิ่น และคนไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่ชายแดนคณะผู้วิจัยดำเนินการวิจัยโดยใช้วิธีการวิจัย 4 วิธี อันประกอบด้วย การ สำรวจเอกสาร การสัมภาษณ์ การจัดสนทนากลุ่มย่อย และการเดินทางไปปฏิบัติการวิจัยโดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่แขวง จำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผลการศึกษาพบว่า สภาพการดำรงอยู่ของคนไร้รัฐไร้สัญชาติเป็นผลจากสงครามอินโดจีนที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงให้ การตกอยู่ในฐานะซากปรักหักพังของสงครามส่งผลให้วิถีชีวิตขาดการเหลียวแลจากทั้งรัฐไทยและ รัฐลาว อันนำไปสู่การดิ้นร้นเพื่อการอยู่รอดในรัฐที่ตนตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยด้วย “การพยายามผนวกตนเอง” เข้าสู่การเป็นแรงงานต่างด้าวผ่านการครอบครองบัตร ทร38/1 โดยที่ส่วนใหญ่ไม่รู้ถึงผลของการเข้าสู่สถานะดังกล่าว ส่งผลให้ปัญหาสถานะบุคคลถูกทับซ้อนด้วยปมเงื่อนของการเป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยเป็นวิธีคิดและวิธีการจัดการปัญหาที่แตกต่างจากคนที่อยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลานานอย่างคนไร้รัฐไร้สัญชาติในขณะที่วิธีการจัดการของรัฐไทย ได้เหมารวมคนกลุ่มนี้เข้าสู่วาทกรรมการเป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาวเป็นปริมณฑลของอำนาจรัฐที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของคนไร้รัฐไร้สัญชาติผ่านทั้งกลไกกฎหมาย ตำรวจ นาu3618 .อำเภอ ฯลฯ ขณะเดียวกันพื้นที่ดังกล่าวก็ได้ผลิตรูปแบบการสยบยอม และรูปแบบของความพยายามสอดประสานให้เข้ากับกลไกต่างๆ ของรัฐไทย จึงพบว่าในปฏิบัติการทางอำนาจของพื้นที่ชายแดน นอกเหนือจากอำนาจของกลไกและเครื่องมือต่างๆของรัฐจะแสดงพลังในการกำหนดกฎเกณฑ์และจัดระเบียบชีวิตผู้คนแล้ว คนไร้รัฐไร้สัญชาติเองได้เห็นถึงพลังอำนาจดังกล่าวและพยายามที่จะผนวกตนเองเข้าสู่ระเบียบของรัฐผ่านทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนที่ตนสังกัด การร่วมสถาปนาและยกย่องสถาบันหลักในสังคม รวมทั้ง หาช่องทางในการ “ลอดระเบียบอำนาจรัฐ” เช่น การแต่งงาน การขอเข้าชื่อในทะเบียนบ้านของคนไทยหรือแม้กระทั่งการ “ซื้อ” หลักฐานความเป็นไทยให้กับตนเองดังนั้นเพื่อให้การดำรงอยู่ของคนไร้รัฐไร้สัญชาติได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตในฐานะ“subject” ของรัฐไทย และมิให้ปัญหาการบริหารจัดการคนข้ามพรมแดนที่ทวีความสำคัญในการรวมกลุ่มทางภูมิภาคที่มีความซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขปัญหา ผู้วิจัยมีข้อเสนอที่สามารถแบ่ง ออกเป็น 2 ส่วนสำคัญๆ ข้อค้นพบทางวิชาการ 1.คนไร้รัฐในฐานะปรากฏการณ์ข้ามชาติ ชายแดนที่เปลี่ยนแปลงไป การเป็นคนไร้รัฐที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการข้ามพรมแดน ด้วยภาวะของชายแดนที่ขมวดความมั่นคงเป็นแกนกลางในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดของสงคราม ซึ่งปรากฏการณ์ขึ้นภายในชายแดนที่ดำรงอยู่ร่วมกัน (coexistent borderlands) ระหว่างผู้คนทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวที่มีลักษณะคงเสถียรภาพเป็นครั้งคราวก่อนที่จะมีความตึงเครียดจนทำให้ชายแดนปิดความสัมพันธ์ลงในช่วงของสงครามอินโดจีนด้วยความเปลี่ยนแปลงของบริบทการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รัฐชาติที่เคยธำรงความมีเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนถูกสั่นคลอนด้วยทะลุพรมแดนผ่านเศรษฐกิจเสรีนิยมโลกาภิวัฒน์ ดังนั้น ผู้คนที่ถูกตรึงด้วยชายแดนความมั่นคงของรัฐชาติ จึงมีความลื่นไหลส่งผลให้วิธีคิดเกี่ยวกับ “พลเมือง” และ”สิทธิการมีชีวิต” ที่ถูกสร้างด้วยการอ้างความชอบธรรมของรัฐต้องเปลี่ยนแปลง อย่างน้อย ต่อแนวคิดเรื่องพลเมือง ที่คงต้องจัดแบ่งประเภทลงไปมากกว่า “ความเป็นพลเมืองตามสถานะกฎหมาย 2. ฐานะความเป็นพลเมืองกับภูมิภาคนิยม แม้ว่าความเป็นพลเมืองชาติ (National Citizenship) ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ใน การรับมือกับการข้ามชาติ การย้ายถิ่นของผู้คนอย่างมาก จนมีการนำเสนอให้แทนที่ความเป็นพลเมืองชาติด้วยการเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งในรัฐแบบใหม่และหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น global citizenship, ecological citizenship, cultural citizenship เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบความเป็นพลเมืองหลังชาติที่ขึ้นมาท้าทายความเป็นพลเมืองชาติตามสถานะกฎหมาย ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การรวมกลุ่มในระดับภูมิภาคได้กลายเป็นตัวแสดงที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทในการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐต่างๆในภูมิภาคนั้น แต่ด้วยอำนาจอธิปไตยยังไม่มีการถ่ายโอนไปสู่องค์กรระดับภูมิภาคส่งผลให้ความเป็นพลเมืองที่ถูกท้าทายด้วยแนวคิดหลังชาติที่ได้รับอิทธิพลจากสหภาพยุโรป (EU) เมื่อนำมาใช้ในภูมิภาค อื่นเช่น ASEAN อาจไม่สอดคล้องประสานลงรอยทุกลักษณะกับบริบทที่แตกต่างกันอย่างไรก็ตาม ความพยายามของอาเซียนที่จะสร้างประชาคมอาเซียน คงไม่อาจหลีกพ้นจากการศึกษาการรวมกลุ่มของสหภาพยุโรป (EU) ได้ จึงถึงเวลาที่อาจจะต้องนำกรณีการบริหารจัดการชีวิตผู้คนข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นในกรณีของสหภาพยุโรป (EU) มาศึกษาเป็นต้นแบบเพื่อหาหน้าตาและสิทธิต่างๆ ที่รัฐจะสามารถพัฒนาชีวิตของผู้คนที่อยู่ในเขตแดนตนที่ไม่ใช่เพียงคำนึงถึงพลเมืองไทยแต่เพียงอย่างเดียว ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระยะสั้น 1.เนื่องการวิจัยพบว่าอุปสรรคสำคัญในการจัดการปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ เกิดจากความกลัวในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ เพื่อลดอุปสรรคดังกล่าวผู้วิจัยเห็นว่ากรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ควรดำเนินการจัดอบรมเจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่นที่ผสมผสานการสร้างหุ้นส่วน (partnership) เชื่อมภาคส่วนประชาสังคม ในพื้นที่ ชาวบ้านที่ไร้รัฐไร้สัญชาติ ให้เกิดความเข้าใจร่วมกันในการนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติ โดยเชิญวิทยากรที่เป็นผู้มี ความเชี่ยวชาญในการดำเนินนโยบายต่อคนกลุ่มน้อยทั้งจากกระทรวงหมาดไทย คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชน ชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ เป็นต้น การสร้างกระบวนการดังกล่าวต้องเป็นไปอย่าง สม่ำเสมอ เพื่อเป็นพื้นที่สะท้อนปัญหาและหาทางออกร่วมกัน 2. เร่งสำรวจและจัดสถานะให้เหมาะ เพื่อนำไปสู่การกำหนดระเบียบกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมในอนาคต และไม่นำไปสู่การ ซ้อนทับกับปัญหาแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระยะยาว 1. ต้องพิจารณาขยายฐานเรื่องสิทธิทางสังคมให้ครอบคลุมคนกลุ่มนี้ โดยอาจให้อำนาจแก่ส่วนภูมิภาค คือ จังหวัด ที่จะ ประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทั้ง อบจ. และ อบต. ในการจัดสวัสดิการทางสังคมบางประการที่มี ความเป็นไปได้ เช่น หลักประกันสุขภาพ โดยการเปิดพื้นที่ให้มีการสนทนาระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในจังหวัด เพื่อร่วมกัน หาช่องทางทั้งทางกฎหมายและงบประมาณที่จะร่วมกันประกันหลักสุขภาพของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ เพราะประเด็นสุขภาพ เป็นเรื่องที่ไม่เลือกว่าใครเป็นไทยหรือใครเป็นอื่น โดยเบื้องต้นต้องก้าวข้ามการได้สัญชาติไปก่อน 2. รัฐไทยควรที่นำร่องการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการสร้างกลไก “Asian Passport” หรือ “Alien Passport” เพื่อรองรับ บรรดาคุณศัพท์ของความเป็นพลเมือง (เช่น culture citizenship, global citizenship, economic citizenship) บนฐานคิด ที่ให้ความสำคัญในประเด็นสิทธิทางสังคมกับบรรดา“ความเป็นพลเมือง” ที่มาพร้อมกับคุณศัพท์ใหม่ๆ โดยอาจเลือกศึกษา จุดดีจุดด้อยของ EU เป็นตัวอย่าง และนำเสนอในประชาอาเซียน ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างมากต่อการขยายตัว ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

บรรณานุกรม :
จันทรา ธนะวัฒนาวงศ์ . (2554). แนวทางและกลไกการแก้ปัญหาของความทับซ้อน/กำกวมระหว่างคนไร้รัฐกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว: กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จันทรา ธนะวัฒนาวงศ์ . 2554. "แนวทางและกลไกการแก้ปัญหาของความทับซ้อน/กำกวมระหว่างคนไร้รัฐกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว: กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จันทรา ธนะวัฒนาวงศ์ . "แนวทางและกลไกการแก้ปัญหาของความทับซ้อน/กำกวมระหว่างคนไร้รัฐกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว: กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print.
จันทรา ธนะวัฒนาวงศ์ . แนวทางและกลไกการแก้ปัญหาของความทับซ้อน/กำกวมระหว่างคนไร้รัฐกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว: กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.