ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมในปริมาณสูง (Hot Spot) ในเขตกรุงเทพมหานคร

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมในปริมาณสูง (Hot Spot) ในเขตกรุงเทพมหานคร
นักวิจัย : ประพนธ์ สหพัฒนา
คำค้น : Hot Spot , กรุงเทพมหานคร , พื้นที่เสี่ยง , ลักทรัพย์ , อาชญากรรม
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2553
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5140039 , http://research.trf.or.th/node/4345
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและความสงบสุขของบ้านเมืองนับว่า เป็นปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ คดีความผิดประเภทลักทรัพย์นั้นถือว่าเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่ประชาชนฃโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้ในสัดส่วนที่ น้อยเมื่อเทียบกับความผิดประเภทอื่น ดังนั้นการแก้ปัญหาอาชญากรรมโดยเฉพาะความผิด เกี่ยวกับการ ลักทรัพย์นั้นไม่สามารถแก้ได้โดยอาศัยการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงอย่าง เดียว แต่ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อหาหนทางป้องกันไม่ให้ความผิดประเภทนี้เกิดขึ้น การวิจัยนี้ใช้ประโยชน์จากเทคฝดนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information System และ GIS) เพื่อแสดงให้เห็นพื้นที่ซึ่งเกิดอาชญากรรมมากกว่าปกติ (hot spot) โดยการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยอยู่ 3 ข้อ คือ 1.เพื่อระบุบริเวณที่เกิดคดีลักทรัพยในปริมาณสูง (hot spot) ในกรุงเทพมหานคร 2 เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเหตุคดีลักทรัพย์ ในแง่ที่เกี่ยวข้องกับ สภาพแวดล้อมในที่เกิดเหตุ โอกาศในการกระทำผิด ผู้เสียหาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3. เพื่อสร้างมาตรการป้องกันการกระทำผิดในความผิดลักทรัพย์ที่ได้จากการศึกษา ซึ่ง เมื่อนำไปใช้ประโยชน์แล้วจะทำให้ความผิดประเภทนี้ลดลง ในการศึกษาครั้งนี้ อาศัยทฤษฏีในกลุ่มอาชญาวิทยาเชิงนิเวศวิทยา (Ecological Criminology) ในการกำหนดกรอบแนวคิดในการศึกษา ได้แก่ ทฤษฏีหน้าต่างแตก (Broken Windows Theory) ทฤษฏีความไร้ระเบียบทางสังคม (Social Disorganization Theory) ทฤษฏีการป้องกัน อาชญากรรมโดยสภาพแวดล้อม (Theory of Crime Prevention Through Environmental Design: CPTED) ทฤษฏีรูปแบบอาชญากรรม (Crime Pattern Theory) และทฤษฏีกิจกรรมประจำวัน (The Routine Activity Theory) โดยใช้ข้อมูลการรับแจ้งเหตุจากประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ในช่วงเวลา 1 ปี (ตตั้งแต่ 1 มค.-31 ธ.ค. 2550) ข้อมูลได้รับการประมวลผลโดยนำสถานที่เกิด เหตุในคดีลักทรัพย์ที่มีการรับแจ้งเหตุมากำหนดจุดลงบนแผนที่โดยใช้โปรแกรมสารสนเทศทา ภูมิศาสตร์เพื่อให้เห็นถึงการกระจุกตัวของสถานที่เกิดเหตุลักทรัพย์ โดยพื้นที่ซึ่งได้รับการระบุว่า เป็นพื้นที่ซึ่งเกิดเหตุลักทรัพย์จำนวนมาก (hot spot) มีพื้นที่เพียงร้อยละ 2.02 ของทั้งกรุงเทพฯ แต่มีการแจ้งเหตุลักทรัพย์ถึงร้อยละ 16.17 ของเหตุลักทรัพย์ที่แจ้งทั้งหมด คณะผู้วิจัยเก็บข้อมูลตามพื้นที่ซึ่งเกิดเหตุลักทรัพย์จำนวนมากด้วยวิธีการต่างๆ ได้แก่ การสังเกตุจากพื้นที่ (field observation) ผสมผสานกับการสัมภาษณ์บุคคล 3 กลุ่ม คือผู้ที่ตกเป็น เหยื่อยของการลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีตำรวจที่รับผิดชอบพื้นที่ และผู้ที่อยู่อาศัยภายใน พื้นที่จำนวนรวม 105 คน การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (in-depth interview) ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน จากนั้นข้อมูลได้รับการวิเคราะห์ โดยมีการเปรียบเทียบกับพื้นที่ซึ่งมีเหตุลักทรัพย์เกิดขึ้นน้อย ข้อมูลจากการวิเคราะห์ได้ถูกนำไปใช้ในการประชุมกลุ่มย่อย (focus group) จำนวน 3 ครั้ง จนได้ ข้อสรุปในเรื่องปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการลักทรัพย์และมาตรการในการป้องกันการลักทรัพย์ ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่ซึ่งมีเหตุลักทรัพย์เกิดขึ้นจำนวนมากมีลักษณะสำคัญดังนี้ คือมีการ ใช้ประโยชน์พื้นที่ปนกันในบริเวณเดียวกัน (Mixed land use) มีการอยู่รวมกันของคนที่มีความแตกต่าง ในด้านฐานะ สถานภาพทางสังคมเชื้อชาติ และอาชีพในบริเวณเดียวกัน (heterogeneous society) มีความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมด้านกายภาพและทางสังคม (physical environment and social deterioration) มีการละเมิดกฏหมายของคนในชุมชน (acceptation of law breaking) และการไม่เข้มงวดในการบังคับใช้กฏหมาย (lax law enforcement) ของเจ้าหน้าที่ และไม่มี ความเพียงพอในการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของการลักทรัพย์และการป้องกัน อาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ (lack of self-protection and protection from police) สำหรับมาตรการในการป้องกันการลักทรัพย์ที่ได้จากข้อมูลในการศึกษาประกอบด้วยการ จัดระบบสายตรวจให้ทำงานเชิงรุก การให้ความรู้และสร้างพฤติกรรมในการป้องกันตนเองขอ ประชาชนโดยเน้นกลุ่มที่เสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อ การส่งเสริมให้คนในชุมชนผนึกกำลัง กันเพื่อป้องกันอาชญากรรม การพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคม รวมทั้งการ บังคับใช้กฏหมายให้เข้มงวดขึ้น ข้อเสนอในการวิจัยครังต่อไปควรจะให้ความสนใจศึกษาพื้นที่ซึ่ง เกิดเหตุลักทรัพย์น้อยหรือไม่เกิดเหตุเลย รวมทั้งควรศึกษาพื้นที่ซึ่งเกิดเหตุลักทรัพย์หนาแน่นใน จังหวัดอื่นนอกเหนือจากเขตกรุงเทพมหานครเพื่อนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ได้กว้างขึ้น The safety of lives and property for civilians is the fundamental factor in developing a society like Thailand in a continuous and steady manner. Theft (i.e. residential burglary, larceny and auto theft) is causing a big problem to the whole society. Despite theft did occur in a great number of cases every year, the clearance rate by police is obviously low compared to other crime offenses. Thus, the way to solve this crime cannot depend solely on the police clearance, but also on a research study to find the ways to prevent this type of crime to occur. This study utilized GIS (Geographic Information System) technology to identify the areas of theft hot spots and has three main research objectives: 1. To generate a crime map of theft and identify hot spots of this type of crime in Bangkok 2. To find out the factors relating to the theft occurrences involving with crime environment, opportunity, victim, and police 3. To suggest prevention measurements for the theft offense in order to reduce this crime The study is based on Ecological Criminology, i.e. Broken Windows Theory, Social Disorganization Theory, Theory of Crime Prevention Through Environmental Design, Crime Pattern Theory, and Routine Activity Theory, to create a conceptual framework. It utilized call for police service data from the Metropolitan Police Bureau in a period of 1 year, January 1 – December 31, 2007. The crime locations were plotted on a digital map using GIS software in order to identify the theft hot spots. The hot spots cover only 2.02% of Bangkok area but account for 16.17% of the theft occurrences. The researchers went to collect the data in the hot spots in the various following ways: field observation; interview with three groups of 105 people which were theft victims, police responsible for the hot spot areas, and people living in the hot spot areas; and in-depth interview with three experts. The data then was analyzed and compared with the data from the areas with few theft occurrences. The results were then used in three focus group meetings concluding in factors involving theft offense and the measurements to prevent this crime. The results of this study indicate that the hot spot areas possess the following characteristics: mixed land use, heterogeneous society, physical environment and social deterioration, acceptation of law breaking and lax law enforcement, and the lack of self-protection and protection from police. The measurements to prevent the theft occurrences include the use of proactive patrol strategies, the providing of self-protection education and changing behaviors focusing on persons in the risk of being theft victims, the encouragement of people in communities to coordinate in order to prevent crime, the improvement of physical and social environments, and the stricter enforcement of law. The future research should pay attention to the areas without or with a few thefts as well as to the areas outside Bangkok.

บรรณานุกรม :
ประพนธ์ สหพัฒนา . (2553). วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมในปริมาณสูง (Hot Spot) ในเขตกรุงเทพมหานคร.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ประพนธ์ สหพัฒนา . 2553. "วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมในปริมาณสูง (Hot Spot) ในเขตกรุงเทพมหานคร".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ประพนธ์ สหพัฒนา . "วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมในปริมาณสูง (Hot Spot) ในเขตกรุงเทพมหานคร."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2553. Print.
ประพนธ์ สหพัฒนา . วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมในปริมาณสูง (Hot Spot) ในเขตกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2553.