ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การคัดกรองปัจจัยการผลิตอินทรีย์-ชีวภาพเพื่อผลิตชาคุณภาพสูง

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การคัดกรองปัจจัยการผลิตอินทรีย์-ชีวภาพเพื่อผลิตชาคุณภาพสูง
นักวิจัย : อรวรรณ ฉัตรสีรุ้ง
คำค้น : คาเทชิน , ชา , ปุ๋ยชีวภาพ , ปุ๋ยอินทรีย์ , สารต้านอนุมูลอิสระ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2554
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5120009 , http://research.trf.or.th/node/4282
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพซึ่งมีส่วนผสมของจุลินทรีย์ที่คัดเลือกได้ 3 กลุ่มคือ กลุ่มตรึงไนโตรเจน กลุ่มละลายฟอสฟอรัส และกลุ่มละลายโพแทสเซียม ในพื้นที่ไร่ชาของบริษัทชาระมิงค์ จำกัด พบว่าการใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ มีแนวโน้มที่ทำให้ดินมีคุณภาพที่ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับดินปลูกชาก่อนการทดลองโดยที่ค่า pH สูงขึ้นจาก 4.76 เป็น 5.4 ปริมาณอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้นจาก 3.45 เป็น 5.11 – 5.39 % การใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพนอกจากจะส่งผลให้ค่า pH และอินทรียวัตถุปรับสูงขึ้นแล้วปริมาณธาตุอาหาร ได้แก่ P, K, Ca, Mg, S และ Zn มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นชัดเจน จากผลการวิเคราะห์ความเข้มข้นของธาตุอาหารในใบชา พบว่าการใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพมีแนวโน้มทำให้ความเข้มข้นของธาตุอาหารหลัก โดยเฉพาะไนโตรเจนในใบชาสูงกว่าในกรรมวิธีที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ย ทั้งแปลงที่ปลูกในร่มและกลางแจ้ง โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยชีวภาพทำให้ความเข้มข้นของไนโตรเจนในใบสูงขึ้นถึง 2.93 - 3.23% และ 2.71 – 2.82% ตามลำดับ ขณะที่ไม่ใส่ปุ๋ยมีไนโตรเจนเพียง 2.68% แสดงให้เห็นว่าชามีการดูดใช้ธาตุอาหารดีขึ้น จากการวิเคราะห์ความแปรปรวนของปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ในกลุ่มคาเทชิน (Catechin) พบว่าสารต้านอนุมูลอิสระที่ตรวจพบ มีปริมาณสาร EGCG สูงสุดในทุกฤดูทั้งแปลงที่ปลูกชาในร่มและแปลงปลูกชากลางแจ้ง ที่ประมาณ 17.24 – 77.75 mg/g รองลงมาคือสาร EGC มีประมาณ 5.80 – 55.67 mg/g รองลงมาคือสารมีประมาณ EC 4.39 – 60.83% และมีปริมาณสาร C น้อยที่สุด 0.15-4.67 mg/g การใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพต่อเนื่องกัน 4 ครั้ง มีแนวโน้มว่าช่วยส่งเสริมให้ผลผลิตของชาดีขึ้น ซึ่งจะเห็นว่าในฤดูการผลิตปี 2551 ผลผลิตของชา เฉลี่ยอยู่ในช่วง 617.5 ถึง 711.3 กิโลกรัมต่อเฮกแตร์ (kg/ha) และในฤดูการผลิตปี 2552 ผลผลิตของชาเพิ่มขึ้นเป็น 1,165 ถึง 1,271.9 กิโลกรัมต่อเฮกแตร์ โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้ผลผลิตสูงสุด จากการสำรวจการระบาดของโรคในแปลงทดลองปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพนั้น สามารถสรุปว่า แปลงทดลองปุ๋ยอินทรีย์ไม่มีการระบาดของโรคที่รุนแรง ในส่วนของแปลงที่มีการระบาดของโรครุนแรงซึ่งห่างจากแปลงทดลองปุ๋ยอินทรีย์ พบโรคชาสำคัญ 2 ชนิด คือ โรคแอนแทรคโนส ที่เกิดจากเชื้อ Colletotrichum sp. โรครากเน่าโคนเน่าสีน้ำตาลเกิดจากเชื้อรา Phellinus noxius จากการแยกเชื้อปฏิปักษ์กับเชื้อสาเหตุพบว่าไอโซเลท COF2 และCOF1 มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อสาเหตุ Colletotrichum sp. ดีที่สุด โดย โดยมีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งสูงที่สุด เท่ากับ 72.19 และ 70.20 เปอร์เซ็นต์ และ เชื้อที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อ P. noxius มากที่สุดโดยมีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งในระดับสูง (69.37%) คือ GAR2

บรรณานุกรม :
อรวรรณ ฉัตรสีรุ้ง . (2554). การคัดกรองปัจจัยการผลิตอินทรีย์-ชีวภาพเพื่อผลิตชาคุณภาพสูง.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อรวรรณ ฉัตรสีรุ้ง . 2554. "การคัดกรองปัจจัยการผลิตอินทรีย์-ชีวภาพเพื่อผลิตชาคุณภาพสูง".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อรวรรณ ฉัตรสีรุ้ง . "การคัดกรองปัจจัยการผลิตอินทรีย์-ชีวภาพเพื่อผลิตชาคุณภาพสูง."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print.
อรวรรณ ฉัตรสีรุ้ง . การคัดกรองปัจจัยการผลิตอินทรีย์-ชีวภาพเพื่อผลิตชาคุณภาพสูง. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.