ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาทางกฎหมายและการพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น โดยคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อม : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาทางกฎหมายและการพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น โดยคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อม : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์
นักวิจัย : ชยันต์ ตันติวัสดาการ
คำค้น : JTEPA , Multilateral Environment Agreements (MEAs) , การเปิดเสรี , ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น , ประเทศญี่ปุ่น , ประเทศไทย , ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม , อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ , อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2554
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5030029 , http://research.trf.or.th/node/4187
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัยนี้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายและพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น โดยคำนึงถึงต้นทุนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจกำหนดนโยบายด้านการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตที่ครบถ้วนทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจและด้านสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน การวิจัยนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นการเปรียบเทียบความตกลงพหุภาคีว่า ด้วยการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (MEAs) กับ ข้อบทของ JTEPA เพื่อศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากความขัดแย้งระหว่างความตกลงทั้งสอง สำหรับส่วนที่สอง เป็นการศึกษาผลกระทบด้าน ต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากความตกลง JTEPA โดยใช้ผลจากแบบจำลองแบบดุลยภาพ ทั่วไป GTAP ที่มีผู้ทำการประเมินผลทางการค้าและเศรษฐกิจเบื้องต้นอยู่แล้วมาทำการ ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เป็นตัวแทน แบบจำลองใช้เครื่องมือทางเศรษฐมิติสำหรับประเมินค่าสัมประสิทธิ์ด้านการผลิต การบริโภค การนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ของไทย จากนั้นสร้างแบบจำลองแบบพลวัตรเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบจากการค้าที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตและรายได้ประชาชาติ สำหรับ การประมาณการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมนั้น อาศัยผลการวิจัย การประเมินผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมแบบตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Live Cycle Assessment: LCA) ของคอมพิวเตอร์ มาปรับใช้กับผลการคำนวณปริมาณการผลิตคอมพิวเตอร์ที่เปลี่ยนแปลงไป การวิจัยทางด้านกฎหมายพบว่า ไทยจะไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับเขตการ ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมได้ ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างการบังคับใช้กฎหมายภายใน กับการ JTEPA ความตกลงดังกล่าวยังจะเปิดช่องทางให้มีการ ส่งสินค้าขยะเพื่อการกำจัดแฝงเข้ามาด้วยกับซากสินค้าใช้แล้วเพื่อการนำมาใช้ใหม่ เนื่องจาก ความตกลง JTEPA กำหนดให้สามารถนำเข้าสินค้าขยะมากำจัดในประเทศไทยได้ การนำเข้า ขยะมีพิษดังกล่าวย่อมจะเป็นกลายเป็นภาระแก่ประเทศไทยในการกำจัด และ ก่อให้เกิดมลพิษ การบังคับใช้กฎหมายไทยเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม อาจจะไปกระทบต่อ การลงทุน ทำให้มีการตีความว่าเป็นการเวนคืนยึดทรัพย์ทางอ้อม นอกจากนี้การที่จะออก มาตรการของรัฐให้สอดคล้องกับ The Rio Declaration on Environment and Development (1992) ก็อาจจะกระทำได้ลำบาก เนื่องจากไปกระทบต่อต้นทุนการผลิต หรือ การบริหารจัดการ ของนักลงทุน ซึ่งก่อให้เกิดข้อพิพาทได้ และนำไปสู่การยุติข้อพิพาทในอนุญาตุลาการ ซึ่งเสี่ยง ต่อการที่รัฐจะแพ้คดีนักลงทุน การยุติข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการระหว่างรัฐ และ นักลงทุน ในบางกรณีโดยเฉพาะ กรณีที่กระทบต่อ นโยบายสาธารณะ จะมุ่งเน้นแต่ประเด็นการค้า การลงทุน และ ปัญหา เศรษฐกิจ โดยเน้นการเปิดเสรีเพียงประการเดียว โดยไม่ได้ คำนึงถึงนโยบายสาธารณะ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้เป็นอันดับต้นๆ ของ ประเทศไทย โดยมีมูลค่าการส่งออกประมาณร้อยละ 17 ของมูลค่าส่งออกรวม และประมาณ ร้อยละ 10 ของ GDP สินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัดส่วน เกือบถึงร้อยละ 70 ของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด แนวโน้มการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ได้กระตุ้นการผลิตภายในประเทศ และก่อให้เกิดขยะ กากของเสีย และมลพิษ และปัญหา สิ่งแวดล้อมอันเกิดจากกระบวนการผลิตได้ในเวลาเดียวกันด้วย จากการประมาณการด้วยแบบจำลอง พบว่าในสถานการณ์ที่ยังไม่มีผลของความตกลง JTEPA (ในกรณีฐาน) ปริมาณการบริโภคคอมพิวเตอร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 6.4 ล้านเครื่องในปี พ.ศ. 2556 (ค.ศ.2013) มลพิษหลายชนิดจะถูกผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยจะมีการปลดปล่อยกาก ของเสียประมาณ 19.2 – 33.6 ล้านตันต่อปี ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สร้างภาวะโลกร้อนจะ เพิ่มขึ้นประมาณ 99.5 – 173.7 ล้านตันต่อปี ส่วนมลพิษที่ทำให้เกิดภาวะความเป็นกรดใน อากาศนั้นมีประมาณ 8.1 – 8.9 หมื่นตันต่อปี นอกจากนั้นอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ยังมีการ สร้างสารมลพิษทางน้ำอีก 0.8 – 1.7 ล้านตันต่อปี ส่วนสารมลพิษที่มีผลต่อชั้นบรรยาศโอโซน อีกประมาณปีละ 2.25 – 4.94 หมื่นตันต่อปี สำหรับผลการประมาณการกรณีที่มีความตกลง JTEPA เปรียบเทียบกับกรณีฐาน พบว่า ปริมาณความต้องการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.14 – 1.03 ในช่วงปี พ.ศ. 2553-2556) ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.87 – 6.44 ส่วนการ ส่งออกเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3.66 – 8.74 ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตคอมพิวเตอร์รวมเพิ่มขึ้น ใกล้เคียงกับการส่งออกในช่วงดังกล่าวเช่นกัน ผลของการคำนวณต้นทุนการบำบัดมลพิษของแบบจำลอง พบว่าในกรณีฐาน ต้นทุน การบำบัดโดยรวมในปีแรกของการทำการประเมิน (พ.ศ.2547) นั้น ยังไม่สูงมากนัก แต่หากจนเพิ่มเป็นมูลค่าถึง 21.48 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 751.8 แสนล้านบาท ในปี พ.ศ. 2556 เมื่อนำเอาผลจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการทำความตกลง JTEPA มาคำนวณ พบว่ามลพิษทุกตัวเพิ่มขึ้น JTEPA จะทำให้ต้นทุนการบำบัดมลพิษของอุตสาหกรรม คอมพิวเตอร์ โดยรวมเพิ่มขึ้นอีก 272 ล้านดอลลาร์ในปี พ.ศ. 2553 และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็น 1.875 พันล้านดอลลาร์ในปี พ.ศ. 2556 อย่างไรก็ดี real GDP ซึ่งเป็นผลสุทธิก็ยังคง เพิ่มขึ้นโดยตลอดและจะมีค่าประมาณ 1,046.27 พันล้านดอลลาร์ในปี พ.ศ.2556 การทำความตกลงการค้าเสรีที่เน้นแต่ผลทางด้านการค้า โดยมิได้พิจารณาว่าประเทศไทยนั้นยังได้มีการทำความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่อาจมีข้อบทที่ขัดแย้งกันกับความตกลงการค้าเสรีได้ รวมทั้งอาจขัดแย้งกับการบังคับใช้กฎหมายภายในของไทยเองที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลเสียหายทั้งในแง่การบังคับกฎหมายและสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจและต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่ตามมาได้อีกมาก การเปิดการค้าเสรีตามความตกลง JTEPA ส่งผลให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เติบโตเร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ทำให้มีปริมาณการปลดปล่อยมลพิษต่างเพิ่มตามไปด้วย แม้ว่า มูลค่าสุทธิของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ หรือ GDP ของไทยในช่วงที่ทำการศึกษาดังกล่าวจะ ยังคงเป็นบวกและเพิ่มขึ้นจากความตกลง JTEPA ก็ตาม แต่การคำนวณดังกล่าวนั้นมีเพียง เฉพาะอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเพียงภาคการผลิตเดียว หากเราสามารถคำนวณ ผลกระทบของภาคการผลิตอื่นๆ มาร่วมประกอบด้วย ก็ไม่แน่นักว่าผลประโยชน์สุทธิจะยังคง เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนหรือไม อย่างไรก็ดีการประเมินต้นทุนที่ได้ทำการประเมินในแบบจำลองนี้ ยังมิได้รวมถึง ผลกระทบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการสะสมทำลายสภาพแวดล้อม จนไม่สามารถบำบัด ให้กลับคืนดีได้ และการประเมินดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอในการที่เชื่อมโยงผลของ มลพิษดังกล่าว ที่อาจมีต่อสุขภาพของประชาชน และประสิทธิภาพในการทำงานได้ แต่ก็มิได้ หมายความว่าต้นทุนดังกล่าวไม่มีอยู่ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาต่อ ยอดงานในลักษณะนี้ต่อไปให้ครอบคลุมครบถ้วนมากยิ่งขึ้นในอนาคต ดังนั้นการพิจารณาความคุ้มค่าของการทำความตกลงการค้าเสรีโดยมิได้คำนึงถึงผลทางด้านสิ่งแวดล้อมดังที่มักทำกันอยู่ทั่วไปนั้น ย่อมจะเป็นการตัดสินใจที่ยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอที่จะสรุปว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์สุทธิจากการทำความตกลงเหล่านั้นหรือไม่ งานวิจัยชิ้นนี้ประสพกับอุปสรรคค่อนข้างมาก จากปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล แทบจะทุกด้าน โดยเฉพาะข้อมูลพื้นฐานของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขาดการรวบรวม อย่างเป็นระบบและยังไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้ยังขาดงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมแบบ ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในกรณีของไทย รวมทั้งต้นทุนการ บำบัดที่เหมาะสมกับกรณีของไทยทำให้ต้องใช้ผลการศึกษาจากต่างประเทศ การศึกษา ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นของไทย และยังขาดข้อมูลที่เชื่อมโยงผล ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ข้างต้นให้ครบถ้วน และมีความยาวของข้อมูลที่เพียงพอต่อการใช้ในการประมาณการที่แม่นยำยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องทำการศึกษาลักษณะเดียวกันนี้สำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงด้วย เช่น อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ หรืออุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานและปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงเพื่อให้การประเมินผลกระทบครบถ้วนยิ่งขึ้น

บรรณานุกรม :
ชยันต์ ตันติวัสดาการ . (2554). การศึกษาทางกฎหมายและการพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น โดยคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อม : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ชยันต์ ตันติวัสดาการ . 2554. "การศึกษาทางกฎหมายและการพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น โดยคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อม : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ชยันต์ ตันติวัสดาการ . "การศึกษาทางกฎหมายและการพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น โดยคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อม : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print.
ชยันต์ ตันติวัสดาการ . การศึกษาทางกฎหมายและการพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น โดยคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อม : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.