ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การใช้ไรโซแบคทีเรียเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคกุ้งแห้ง โรคเหี่ยวเขียว และโรครากและโคนเน่า

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การใช้ไรโซแบคทีเรียเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคกุ้งแห้ง โรคเหี่ยวเขียว และโรครากและโคนเน่า
นักวิจัย : กัญชลี เจติยานนท์
คำค้น : โรคกุ้งแห้ง , โรครากและโคนเน่า , โรคเหี่ยวเขียว , ไรโซแบคทีเรีย
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2553
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5020055 , http://research.trf.or.th/node/4156
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) คัดเลือก Plant Growth-Promoting Rhizobacteria (PGPR= พีจีพีอาร์) สายพันธุ์ไทยที่มีศักยภาพในการกระตุ้นพืชต้านทานโรคที่สำคัญของพริกใน สภาพเรือนทดลอง และ (2) พัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์พีจีพีอาร์ที่มีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันโรค พริกในสภาพแปลงปลูก เชื้อพีจีพีอาร์จำนวน 28 สายพันธุ์ที่แยกได้จากบริเวณดินรอบรากพืชหลายชนิดในจังหวัด พิษณุโลกซึ่งมีศักยภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพริกได้ถูกนำมาทดสอบเพื่อคัดเลือก ศักยภาพของสายพันธุ์ที่สามารถกระตุ้นพริกต้านทานโรคแอนแทรคโนส (โรคกุ้งแห้ง) ที่เกิดจากเชื้อ รา Colletotrichum gloeosporioides โรคเหี่ยวเขียวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacerum และโรครากเน่าที่เกิดจากเชื้อรา Sclerotium rolfsii ในสภาพเรือนทดลอง จากผลการทดลองพบว่าเชื้อพีจีพีอาร์จำนวน 11 สายพันธุ์ คือ RS1 RS6 RS8 RS15 RS21 RS36 RS71 RS83 RS91 RS100 และ RS106 สามารถกระตุ้นพริกต้านทานโรคทั้งสามชนิดได้ อย่างมีนัยสำคัญ (P <=0.05) เมื่อเปรียบเทียบพริกในกรรมวิธีควบคุม และจากการทดสอบ in vitro antibiosis ระหว่างเชื้อพีจีอาร์ กับเชื้อสาเหตุโรคทั้ง 3 ชนิด พบว่ามีเชื้อพีจีอาร์เพียง 3 สายพันธุ์ คือ RS36 RS44 และ RS71 สร้างสารที่ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา C. gloeosporioides และ S.rolfsii อย่างไรก็ตามไม่พบเชื้อพีจีอาร์สายพันธุ์ใดสร้างสารยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย R. solanacearum คณะผู้วิจัยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์พีจีพีอาร์ชนิดอิมัลชันเข้มข้นเพื่อนำไปใช้ได้จริงในสภาพ แปลงปลูก พบว่าผลิตภัฑ์อิมัลชันเข้มข้นนี้รักษาสภาพเซลล์มีชีวิตของเชื้อพีจีพีอาร์ได้นานอย่าง น้อย 3 เดือน ในสภาพอุณหภูมิห้อง จากผลการทดสอบประสิทธิภาพของเชื้อพีจีพีอาร์ทั้ง 11 สายพันธุ์ให้ผลการต้านทาน โรคแอนแทรคโนส และโรครากและโคนเน่าได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเปอร์เซ็นต์การยับยั้งโรคแตกต่าง กันไปขึ้นอยู่สายพันธุ์พีจีพีอาร์ อย่างไรก็ตามมีเชื้อพีจีพีอาร์ 7 สายพันธุ์ RS1 RS8 RS21 RS36 RS83 RS91 และ RS100ที่ให้ผลยับยั้งโรคทั้งสองชนิดได้อย่างน้อย 50% นอกจากนี้ยังพบ อีกกรรมวิธีที่กระตุ้นด้วยเชื้อพีจีพีอาร์ส่วนใหญ่มีผลผลิตรวมเฉลี่ยมากกว่ากรรมวิธีควบคุม ซึ่ง สอดคล้องกับการศึกษากลไกที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพริโดยที่เชื้อพีจีพีอาร์บางสายพันธุ์ สร้างสาร siderophore และเชื้อพีจีพีอาร์ทั้ง 11 สายพันธุ์สามารถย่อยสลายฟอสเฟตได้ ดังนั้นจากการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าเชื้อพีจีพีอาร์บางสายพันธุ์นอกจากส่งเสริมการ เจริญเติบโตของพริกแล้วยังสามารถกระตุ้นพริกต้านทานโรคที่สำคัญทางเศรษฐกิจได้ วิธีการนี้ สามารถใช้ร่วมกับการควบคุมโรคด้วยวิธีการอื่น ๆ อีกทั้งผลิตภัณฑ์พีจีพีอาร์ชนิดอิมีลชันเข้มข้นที่ พัฒนาได้จากโครงการวิจัยนี้เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน The objectives of this research project were (1) to select Thai strains of plant growth promoting rhizobacteria (PGPR) potentially of having induced systemic resistance (IRS) activity against important pepper diseases in greenhouse experiment and (2) to develop and investigate PGPR product for induced disease resistance under field conditions. In greenhouse experiment, twenty eight PGPR strains isolated from rhizosphere of various crops in Phitsanulok province were tested for their ability of ISR activity against anthracnose disease caused by Colletotrichum gloeosporioides, bacterial wilt caused by Ralstonia solanacearum, and southern blight disease caused by Sclerotium rolfsii. All of them promote pepper growth. Results showed that pepper induced by eleven PGPR strains including RS1, RS6, RS8, RS15, RS21, RS36, RS71, RS83, RS91, RS100 and RS106 had significantly disease suppression against all three diseases compared to nonbacterized-control treatment. In vitro antibiosis among PGPR strains and three specific pathogens demonstrated that three PGPR strains (RS36, RS44, RS71) suppressed the growth of C. gloeosporioides and S. rolfsii. However, no PGPR strains have antibiosis activity against R. solanacearum. We developed concentrated emulsion form of PGPR product applicable for field trials. This product can prolong vegetative cells of PGPR for at least 3 months under room temperature. Then, eleven PGPR strains were tested their effectiveness of disease suppression under field trials. Results showed that peppers induced with PGPR strains provided significantly disease resistance against anthracnose and southern blight diseases comparing with a control treatment. The percentage of disease suppression was various depending on PGPR strains. However, seven PGPR strains (RS1, RS8, RS21, RS36, RS83, RS91 and RS100) gave similar disease protection (at least 50%). Additionally, most PGPR treatment had mean total yield greater than in the control treatment associated with the capacity of those PGPR strains having the ability of phosphate solubilization and some strains could produce siderophore. Therefore, this study indicates that some PGPR strains not only promote plant growth but also induced systemic resistance against economically important pepper diseases. This method could be integrated with other disease control means. Moreover, PGPR product developed from this project could be practically utilized in grower’s daily life

บรรณานุกรม :
กัญชลี เจติยานนท์ . (2553). การใช้ไรโซแบคทีเรียเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคกุ้งแห้ง โรคเหี่ยวเขียว และโรครากและโคนเน่า.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
กัญชลี เจติยานนท์ . 2553. "การใช้ไรโซแบคทีเรียเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคกุ้งแห้ง โรคเหี่ยวเขียว และโรครากและโคนเน่า".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
กัญชลี เจติยานนท์ . "การใช้ไรโซแบคทีเรียเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคกุ้งแห้ง โรคเหี่ยวเขียว และโรครากและโคนเน่า."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2553. Print.
กัญชลี เจติยานนท์ . การใช้ไรโซแบคทีเรียเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคกุ้งแห้ง โรคเหี่ยวเขียว และโรครากและโคนเน่า. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2553.