ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การพัฒนากรอบนโยบายการเพิ่มศักยภาพห้องปฎิบัติการวิเคราะห์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมของประเทศไทยในการรับผลกระทบจากการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยสารเคมี (REACH) ของสหภาพยุโรป

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การพัฒนากรอบนโยบายการเพิ่มศักยภาพห้องปฎิบัติการวิเคราะห์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมของประเทศไทยในการรับผลกระทบจากการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยสารเคมี (REACH) ของสหภาพยุโรป
นักวิจัย : วราพรรณ ด่านอุตรา
คำค้น : REACH Directive , status / capability of service laboratories , ระเบียบ REACH , สถานภาพ/ศักยภาพห้องปฏิบัติการ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2551
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4930007 , http://research.trf.or.th/node/3920
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การดำเนินการของสหภาพยุโรปเพื่อให้มีการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยสารเคมี REACH (Registration Evaluation Authorization and Restriction of Chemicals) ทำให้เกิดความ เคลื่อนไหวอย่างมากมาย ทั้งฝ่ายอุตสาหกรรม และกลุ่มที่เน้นความปลอดภัยของมนุษย์และการรักษา สภาพสิ่งแวดล้อม เพราะมีผลกระทบต่อการอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง ผลการ ตรวจสอบวิเคราะห์สารเคมีในผลิตภัณฑ์จากห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน เป็นกุญแจสำคัญที่จะสามารถ บรรเทาปัญหาที่เกิดจากผลกระทบของ REACH ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน จึงจำเป็นต้อง พัฒนาห้องปฏิบัติการให้ได้มาตรฐาน เพราะประเทศในสหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่ประเทศไทยส่ง สินค้าไปจำหน่ายนำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มี แผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนาห้องปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ และไม่มีข้อมูลสถานภาพ ของห้องปฏิบัติการรวมถึงข้อมูลความต้องการการบริการวิเคราะห์ทดสอบของภาคอุตสาหกรรมที่ จำเป็นสำหรับการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ชาติ โครงการวิจัยนี้จึงกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ 3 ประการ คือ 1. เพื่อสำรวจและจัดทำข้อมูลลักษณะและปริมาณความต้องการการบริการวิเคราะห์ทาง ห้องปฏิบัติการ เพื่อรับรองความปลอดภัยของสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย 2. เพื่อสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลสถานภาพความพร้อมของห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ เพื่อ นำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพการทดสอบให้เข้าสู่มาตรฐานสากล 3. เพื่อพัฒนารูปแบบและแผนยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ ของประเทศไทยเข้าสู่มาตรฐานสากล การศึกษานี้ใช้ยุทธศาสตร์แบบบูรณาการ โดยเริ่มจากการพัฒนาภาคีความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษาเพื่อดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ร่วมกัน นอกจากนั้นยังมีการแบ่งภาระหน้าที่ระหว่างภาคีสมาชิกอย่างชัดเจน ดังนี้ การสำรวจอุปสงค์ ภาคอุตสาหกรรมดำเนินการโดยกลุ่มเคมี สภาอุตสาหกรรม และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม การ สำรวจอุปทานด้านจำนวนและสถานภาพของห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบภาครัฐและเอกชน ดำเนินการโดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และการสำรวจอุปทานด้านจำนวนและ สถานภาพของห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบภาคการศึกษาดำเนินการโดยศูนย์ความเป็นเลิศ แห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ศูนย์ ความเป็นเลิศฯ ยังได้ทำการศึกษาเพื่อจัดทำข้อสรุปเชิงเทคนิคเกี่ยวกับสาระในเรื่อง REACH, SDS และ OECD-GLP เพื่อใช้เป็นฐานความรู้ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ กลยุทธ์อีกอยา่ งหนึ่งที่ใชใ้ นการดำเนินงาน คือการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกภาคส่วนมาช่วย ให้คำปรึกษา วางแผน และจัดทำกรอบการดำเนินงานเป็นระยะ ตลอดจนร่วมประชุมระดมความ คิดเห็นเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ของประเทศ ผลการดำเนินงาน พบว่าในด้านการพัฒนาภาคีความร่วมมือและการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากทุก ภาคส่วนในการให้คำปรึกษาการดำเนินงานและติดตามงาน ประสบผลเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง โดย ที่ภาคีสมาชิกสามารถพัฒนากรอบการดำเนินงานร่วมกันได้ นอกจากนี้ยังสามารถทำให้มีภาคีสมาชิก เพิ่มขึ้นจากเดิมและเกิดผลสืบเนื่องเป็นโครงการย่อยที่เกี่ยวข้องได้ ในด้านการศึกษาสถานภาพความ พร้อมของห้องปฏิบัติการในประเทศไทยเพื่อรองรับระเบียบ REACH นั้น พบว่าภาคอุตสาหกรรมไม่ สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลปัจจัยความต้องการการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเพื่อบ่งชี้อุปสงค์ที่ ชัดเจนได้ตามที่กำหนด และภาครัฐไม่ปรากฏผลการดำเนินงานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสรุปจำนวนและ สถานภาพความพร้อมของห้องปฏิบัติการ เพื่อบ่งชี้อุปทานของห้องปฏิบัติในประเทศไทยได้เช่นกัน ใน ส่วนของศูนย์ความเป็นเลิศฯ พบว่าการสำรวจข้อมูลห้องปฏิบัติการโดยใช้แบบสอบถามนั้นไม่มี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงพอ เนื่องจากได้รับแบบสอบถามตอบกลับน้อย และแบบสอบถาม ที่ได้รับกลับ ไม่มีข้อมูลการบริการวิเคราะห์ทดสอบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรองรับระเบียบ REACH คณะผู้วิจัยจึงได้ปรับแผนการดำเนินงานไปใช้รูปแบบของการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต และ ศึกษาด้วยกรณีศึกษา ซึ่งจากผลการสำรวจโดยการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ระบบบริหารจัดการของห้องปฏิบัติการในประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะรองรับการพัฒนาสู่มาตรฐาน สนองตอบต่อระเบียบ REACH และการบริหารจัดการข้อมูลของแต่ละหน่วยงานยังขาดความเป็น เอกภาพไม่สามารถสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้ ส่วนผลการดำเนินงานจาก 3 กรณีศึกษา 3 ประเภทผลิตภัณฑ์ของ 4 ห้องปฏิบัติการ ชี้ให้เห็นว่าแต่ละห้องปฏิบัติการมีความถนัด ความ พร้อมในด้านต่างๆ รวมถึงพันธกิจที่แตกต่างกัน ลักษณะเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าในการแก้ไขปัญหา เร่งด่วน ประเทศไทยควรสร้างเครือข่ายระหว่างห้องปฏิบัติการโดยรีบด่วน ผลจากการศึกษาเพื่อจัดทำข้อสรุปเชิงเทคนิคทั้ง 3 เรื่องที่กล่าวมาแล้วนั้น ทำให้เกิด ฐานความรู้เพื่อใช้สำหรับการจัดทำกรอบนโยบายฯ และยังได้มีการเผยแพร่ความรู้เหล่านี้แก่ สาธารณะทั้งในรูปแบบสิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ และการจัดสัมมนา ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่หน่วยงาน และผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบจากระเบียบ REACH จากผลจากการดำเนินงานทั้งหมดที่กล่าวมานั้น คณะผู้วิจัยพบว่ายังมีข้อมูลไม่เพียงพอ สำหรับการสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฯ ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงดำเนินงานเพิ่มเติม คือ จัดการ ประชุมระดมความคิดเห็นข้อเสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการ ศึกษาการ ดำเนินงานของหน่วยงานหลักเพื่อสนองความต้องการการบริการวิเคราะห์ทดสอบของไทย ศึกษา การจัดทำแผนแนวทางการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ และศึกษาการดำเนินการ ตามแผนแม่บทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้สามารถจัดทำเป็น “ข้อเสนอประเด็นเพื่อการพัฒนากรอบ นโยบายการเพิ่มศักยภาพห้องปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมของประเทศ ไทย" โดยในข้อเสนอประเด็นฯ นั้น ได้เสนอแนวทางการดำเนินงาน และหน่วยงานรับผิดชอบที่ เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจแยกเป็นประเด็นข้อเสนอแนะได้ ดังนี้ 1. จัดตั้งหน่วยจัดทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและประเมินความจำเป็นในการทดสอบตาม ข้อกำหนด REACH 2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ 3. การพัฒนากลไกการยอมรับในระดับสากล 4. การสร้างเครือข่ายการจัดทำข้อมูลการให้บริการทดสอบให้สามารถสนองความต้องการ การสืบค้นข้อมูลเพื่อการใช้งานได้อย่างหลากหลาย 5. การพัฒนาต้นแบบห้องปฏิบัติการ 6. การสร้างนวัตกรรมการบริการของห้องปฏิบัติการเพื่อรองรับผลกระทบจากกฎระเบียบ REACH อย่างไรก็ดี จากข้อเสนอแนะข้างต้นการดำเนินงานให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมจำเป็นจะต้องมี กระบวนการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในการประสาน กลยุทธ์ แผนกิจกรรม ทั้งที่มีอยู่แล้วของหน่วยงานต่างๆ และที่ควรจะมีในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิด ความซ้ำซ้อน และคุ้มค่าที่จะดำเนินการ The entry into force of REACH (Registration, Evaluation, Authorization, and Restriction of Chemicals) Directive by the European Commission has alerted the industries and other sectors involved with human health and environmental protection, due to its diverse impacts. One of the key requirements in dealing with the problem is the provision of reliable chemical analysis and risk assessment of substances marketed in European Union (EU), from recognized laboratory of international standard. Being an exporter of goods and products to EU that generates sizable revenue into the country, Thailand has to pay attention to upgrading the laboratory quality and capability. To provide the information useful for the planning of national strategy for the systematic development of laboratory services, this research project was conducted with three main objectives: 1. To survey and collect information about the type and extent of laboratory services demanded for certifying the product safety of Thailand’s main exports. 2. To set up a database reflecting the status of existing laboratory services, that can be used for future planning of laboratory upgrading. 3. To develop a strategic plan for the upgrading of service laboratories in Thailand, to international standard. This study has pursued an integrative approach by having a joint research team of government, private and academic entities, each carried out a parallel study that fulfilled the common research framework. The Chemicals Industry Club of the Federation of Thai Industries and the Office of Industrial Economics, Ministry of Industry, were responsible for the survey of industrial demand of laboratory services while the survey of the service providers, regarding the number and status of the existing government and private testing laboratories, was under the responsibility of the Department of Scientific Services (DSS), Ministry of Science and Technology. The National Center of Excellence for Environmental and Hazardous Waste Management (NCE-EHWM), Chulalongkorn University, in addition to the survey study of academic laboratory status, produced technical summaries on REACH related issues: REACH Update, SDS (Substance Data Sheet) and OECD-GLP (Good Laboratory Practice). To complete the picture, experts from related entities and institutions were periodically invited to take part in the planning and development of the study framework and directions. They were also engaged in the brainstorming session to set the national strategic plan for the upgrading of laboratory capability and performances. The research collaboration under the guidance of expert group resulted in a research framework that essentially attracted more participating institutions with a number of spin-off research projects. In spite of a well planned research scheme, the study did not achieve the results as targeted. The industrial demand of laboratory services as well as the status of service providers from the government sector could not be sufficiently concluded. For the study on academic service laboratories using survey questionnaire, the response received and the information in regards with REACH requirements were not adequate. An internet search for related information available in Thailand was alternatively used. The results indicated a lack of common information management system in the websites that meets the users’ need. All sites were separately designed for different purposes and do not offer enough information responsive to implementation of REACH Directive. Additional case studies of four laboratories, covering three products of Thailand’s main exports, reflected the difference of laboratory missions, expertise and competency. These diverse functions could be made collectively beneficial and an effective laboratory network is therefore urgently called for. The NCE-EHWM together with DSS has provided three summaries of REACH related issues: REACH Update, SDS and OECD-GLP, to be used by the research team as the basis for setting the study framework and to inform the public. Knowledge dissemination through various means – publication, website and seminars – has successfully raised the awareness of entrepreneurs and related agencies as well as provided information required in making themselves ready for REACH enforcement. The ultimate goal of the project was to provide a policy recommendation for Thailand in response to EU’s Chemical legislation. Opinions and suggestions from the expert group on the proposed strategic plan for the capacity building of service laboratories were obtained in a brainstorming session. Additional analysis of the past and present activities and associated outcomes of specialized institutions offering laboratory services for main industrial sectors; the development plan of national quality infrastructure (MSTQ system); and master plans of related government agencies were carried out. The conclusion provided issues of recommendation for the policy framework in enhancing the capability and quality of service laboratories, as follows: 1. Establishment of an agency to provide consultation and evaluation of testing requirements according to REACH legislation. 2. A revision of national quality infrastructure (MSTQ system) plan. 3. Development of a mechanism for Thailand to be accepted in the international “Mutual Acceptance of Data” system. 4. Provision of an electronic network of laboratory service information that is user-friendly and serves multi-purposes. 5. Development of a GLP laboratory model. 6. Laboratory service innovation in preparing for REACH enforcement. Essentially, the key success factor is the close cooperation among all sectors in coordinating their existing and future strategies and working plans to avoid repetitions and to facilitate worthwhile and effective operations on a common ground of understanding.

บรรณานุกรม :
วราพรรณ ด่านอุตรา . (2551). การพัฒนากรอบนโยบายการเพิ่มศักยภาพห้องปฎิบัติการวิเคราะห์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมของประเทศไทยในการรับผลกระทบจากการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยสารเคมี (REACH) ของสหภาพยุโรป.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วราพรรณ ด่านอุตรา . 2551. "การพัฒนากรอบนโยบายการเพิ่มศักยภาพห้องปฎิบัติการวิเคราะห์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมของประเทศไทยในการรับผลกระทบจากการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยสารเคมี (REACH) ของสหภาพยุโรป".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วราพรรณ ด่านอุตรา . "การพัฒนากรอบนโยบายการเพิ่มศักยภาพห้องปฎิบัติการวิเคราะห์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมของประเทศไทยในการรับผลกระทบจากการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยสารเคมี (REACH) ของสหภาพยุโรป."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print.
วราพรรณ ด่านอุตรา . การพัฒนากรอบนโยบายการเพิ่มศักยภาพห้องปฎิบัติการวิเคราะห์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมของประเทศไทยในการรับผลกระทบจากการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยสารเคมี (REACH) ของสหภาพยุโรป. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.