ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบัน: ประเทศไทยบนเวทีโลก และ เวทีโลกในประเทศไทย ในต้นศตวรรษที่ 21

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบัน: ประเทศไทยบนเวทีโลก และ เวทีโลกในประเทศไทย ในต้นศตวรรษที่ 21
นักวิจัย : ขจิต จิตตเสวี
คำค้น : ความมั่นคงมนุษย์ , ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ , ชายแดน , มุสลิม , ยุโรป , สหรัฐอเมริกา , อาเซียน , ไทยบนเวทีโลก
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2554
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4910004 , http://research.trf.or.th/node/3901
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัย “นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบัน: ประเทศไทยบนเวทีโลกและเวทีโลกในประเทศไทยในต้นศตวรรษที่ 21” เป็นการศึกษาถึงประเทศไทยในต้นศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะในด้าน “การต่างประเทศ” ดังที่เรียกกันในการบริหารกิจการของรัฐช่วงเวลาการศึกษาเน้นที่ทศวรรษแรก (ประมาณ ค.ศ. 2001-2009) โดยจะคำนึงถึงความต่อเนื่องจากช่วงหลังสงครามเย็นคือประมาณทศวรรษ 1990 ด้วย ในความพยายามประมวลภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของประเทศไทยนี้ จะพิจารณาในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปรไปและมีผลต่อนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐในกระแสโลกาภิวัตน์ กระแสภูมิภาคาภิวัตน์ และภูมิภาคนิยมแบบใหม่ ซึ่งทำให้เกิดกระแสความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคขึ้น นอกจากนั้นยังเกิดการเคลื่อนตัวของวิธีคิดและลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเป็นหลัก สู่ความสัมพันธ์ที่มีลักษณะข้ามชาติมากขึ้น และการเปลี่ยนจากการเมืองระหว่างประเทศ เข้าสู่การเมืองเรื่องของทั้งโลกมากขึ้นทุกที ในกรณีของนโยบายต่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย ในมุมมองแบบเดิมที่อิงรัฐเป็นหลักทำให้องค์ความรู้และวิธีการศึกษาแบบเดิมอาจจะไม่เหมาะสมกับบริบทใหม่ ในขณะเดียวกันการกำหนดและดำเนินนโยบายในบริบทใหม่ก็จะต้องคำนึงถึง “การเมืองของทั้งโลก” ซึ่งไม่อาจแยกเด็ดขาดระหว่างภายใน-ภายนอก โดยปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์และกระแสความสัมพันธ์ข้ามชาติ ทำให้ตัวแสดง เดิมพัน และวิธีปฏิบัติใหม่ๆ ได้ปรากฏตัวและมีบทบาทเด่นชัดขึ้นมาในระบบระหว่างประเทศและก่อตัวขึ้นในลักษณะของเวทีความสัมพันธ์ทางสังคมระดับโลกอย่างรวดเร็ว เพื่อศึกษาถึงประเทศไทยในปรากฏการณ์อันสลับซับซ้อนและอยู่ในช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษใหม่ งานวิจัยนี้อาศัยกรอบการวิเคราะห์ที่จัดความสัมพันธ์ในลักษณะของ “เวที” คือ “เวทีระหว่างประเทศ” ในมุมมองของเวทีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ และ “เวทีโลก” ที่คำนึงถึงมิติทางสังคมและกระแสความสัมพันธ์ข้ามชาติ โดยที่ถือว่า “เวทีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ” เป็นเวทีหลัก และยังมี“เวที” ในมิติอื่นๆ ได้แก่ “เวทีองค์การระหว่างประเทศ” “เวทีโลกทางเศรษฐกิจ” และ “เวทีโลกทางสังคม” เป็นเวทีเสริม โดยที่ในความเป็นจริงทุกๆ เวทีต่างเป็นมิติของกันและกัน มีความเชื่อมโยงและมีอิทธิพลระหว่างกัน งานวิจัยรวม 11 บทนี้ได้จัดระบบโดยแบ่งเป็น 4 แนวเรื่องหลัก และนำเสนอเป็น 4 ภาคได้แก่ 1-ประเทศไทยกับเพื่อนบ้าน: การพัฒนาระบบรองรับความสัมพันธ์จากอนุภูมิภาคสู่ภูมิภาคและเวทีโลก, 2-ประเทศไทยกับอาเซียนในฐานะศูนย์กลางของการขยายความสัมพันธ์บนเวทีโลก:จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่เอเชียตะวันออก, 3-ประเทศไทยในโลกแห่งความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาค: กรณีอเมริกาเหนือและยุโรป, 4-ประเทศไทยในโลกแห่งความสัมพันธ์ข้ามชาติ-องค์การระหว่างประเทศและเวทีพหุภาคีนิยมระดับโลก ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยในฐานะประเทศเปิดได้มีตำแหน่งแห่งที่และบทบาทในโลก โดยเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งในแบบทวิภาคีและในลักษณะพหุภาคีนิยม ทั้งในองค์การระหว่างประเทศและในลักษณะของกรอบความร่วมมือและการประชุมระหว่างประเทศในระดับต่างๆ ซึ่งประเทศไทยได้อาศัยฐานภูมิภาคของอาเซียนเป็นเสมือนตัวเพิ่มพลังและเสริมบทบาท และในการต่อรองกับประเทศหรือกลุ่มประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสภูมิภาคนิยมแบบใหม่ การดำเนินความสัมพันธ์ในลักษณะของ “เวที” และในรูปแบบของความร่วมมือต่างๆ จึงจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถดำเนินนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างมีน้ำหนักและมีบทบาทที่เหมาะสมตามที่ต้องการได้อย่างไรก็ตาม นับว่าประเทศไทยได้อยู่ในทิศทางและพยายามพัฒนาสมรรถนะของชาติด้วยการเชื่อมโยงระบบภายใน-ภายนอกให้เหมาะที่จะดำเนินนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในบริบทใหม่ของโลก โดยยุทธศาสตร์ที่เริ่มจากการสร้างความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนบ้านที่ดีหลังยุคสงครามเย็นและได้เริ่มพัฒนาระบบการบริหารจัดการทั้งภายในประเทศและในมิติข้ามแดน เพื่อการนี้ ประเทศไทยในอาเซียนต้องพยายามรักษาทั้งความเป็นศูนย์กลาง (centrality) และการเชื่อมโยง (connectivity) ในเกมความสัมพันธ์ทางการเมืองระดับโลก เพื่อสร้างและขยายวงภูมิภาคออกไปเป็น อาเซียน+3 หรือ EAS หรือกว้างกว่านั้นตามความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจในยุคโลกาภิวัตน์ โดยที่เงื่อนไขความสัมพันธ์แบบพหุภาคีในลักษณะเวทีต่างๆ นี้จะเข้ามาชดเชยความสัมพันธ์แบบทวิภาคีที่มีลักษณะอสมมาตรระหว่างไทยกับประเทศเอเชียตะวันออก อาทิ กับจีนในฐานะมหาอำนาจเอเชียและว่าที่มหาอำนาจระดับโลกซึ่งเป็น “เพื่อนบ้าน” ของไทย และกับญี่ปุ่นที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งต่างมีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์โลกของตน โดยอาเซียนสามารถเป็นฐานในการสร้างเวทีในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกด้วยการรักษาความเป็นศูนย์กลางและลักษณะเชื่อมโยงเพื่อสามารถเข้าสู่เวทีโลกได้ ในกรณีประเทศหรือกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยนั้น ได้เลือกศึกษาความสัมพันธ์ไทยกับมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาในฐานะอภิมหาอำนาจ และกับยุโรป โดยมุ่งที่สหภาพยุโรปในฐานะมหาอำนาจทางกิจการพลเรือน และประเทศยุโรปที่สำคัญได้แก่ รัสเซีย ทั้งนี้ โดยศึกษาในลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกับสหรัฐอเมริกาทั้งในแบบทวิภาคีและพหุภาคีในเวทีต่างๆ เช่น ARF, APEC, ASEAN+ ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับยุโรปบนเวทีระหว่างภูมิภาคเอเชีย-ยุโรปนั้นมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์แบบหลายระดับ นับแต่ประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ในยุโรป เช่น รัสเซีย ประเทศไทยกับสหภาพยุโรป, ความสัมพันธ์นับแต่กรอบความร่วมมือ ASEAN-EU ไปจนถึงกรอบ ASEM ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคที่เป็นขั้วทางเศรษฐกิจสำคัญทั้งสามของโลกปัจจุบัน อันได้แก่ อเมริกา ยุโรป และเอเชียตะวันออก ปัจจัยที่สำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทย ได้แก่ กระแสความสัมพันธ์ข้ามชาติที่มากับโลกาภิวัตน์ ซึ่งรัฐไม่สามารถจะจัดการได้ตามลำพังดังเดิม และกลายเป็นเวทีโลกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นปัญหาการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ การอพยพย้ายถิ่นฐาน ตลอดจนโรคระบาดและภัยพิบัติ ฯลฯ หรืออีกประเด็นที่สำคัญในโลกปัจจุบัน คือ กระแสของการยืนยันอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศาสนาที่เกี่ยวกับการเมือง ซึ่งสำหรับประเทศไทยได้เกิดเป็นกรณี “เวทีโลกมุสลิม” ขึ้นทั้งในและนอกประเทศ เงื่อนไขใหม่นี้เป็นทั้งปัญหาและโอกาสที่เกิดขึ้นที่ทำให้ประเทศไทยต้องพัฒนานโยบายและระบบรองรับความสัมพันธ์ในลักษณะใหม่ที่ผสมผสานระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ข้ามชาติ เพื่อตอบสนองต่อบริบทใหม่ของโลกและจำเป็นต้องปรับตัวทั้งบนเวทีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ องค์การระหว่างประเทศ และต่อขบวนการเคลื่อนไหวข้ามชาติ ซึ่งเกิดเป็นเวทีโลกทางสังคมขึ้นภายในรัฐ การกำหนดและดำเนิน “นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในศตวรรษที่21” นั้น นอกจากจะต้องมุ่งทั้งมิติ “ประเทศไทยบนเวทีโลก” และโดยเฉพาะ “เวทีโลกในประเทศไทย” ซึ่งเป็นมิติที่สอดสานกันขึ้นและนับวันจะเพิ่มลักษณะความเป็นปัญหาคุกคามประเทศไทยและทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวอีกครั้งในการเชื่อมโยงระบบการบริหารจัดการสาธารณะและระบบการดำเนินความสัมพันธ์กับภายนอกดังที่รัฐบาลหลายชุดพยายามดำเนินการอยู่ ทั้งนี้โดยเพิ่มการเชื่อมโยงระหว่างมิติระหว่างประเทศกับมิติข้ามชาติเข้าด้วยกัน ในเงื่อนไขนี้ ก้าวต่อไปของนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยจึงน่าจะอยู่ที่การเปิดต่อการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆ ในลักษณะของกระบวนการธรรมาภิบาล เพื่อให้สังคมไทยสามารถอยู่ในกระแสธรรมาภิบาลโลกที่กำลังก่อตัวขึ้น โดยอนาคตของประเทศไทยส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับสมรรถนะในการปรับตัวอีกครั้งในโลกที่เปลี่ยนแปรไป ตาม “ความแปรปรวนในการเมืองโลก” (Turbulence in World Politics) หรือ “โลกที่พลิกกลับด้าน” (Le Retournement du Monde) ในต้นสหัสวรรษใหม่นี้

บรรณานุกรม :
ขจิต จิตตเสวี . (2554). นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบัน: ประเทศไทยบนเวทีโลก และ เวทีโลกในประเทศไทย ในต้นศตวรรษที่ 21.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ขจิต จิตตเสวี . 2554. "นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบัน: ประเทศไทยบนเวทีโลก และ เวทีโลกในประเทศไทย ในต้นศตวรรษที่ 21".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ขจิต จิตตเสวี . "นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบัน: ประเทศไทยบนเวทีโลก และ เวทีโลกในประเทศไทย ในต้นศตวรรษที่ 21."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print.
ขจิต จิตตเสวี . นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบัน: ประเทศไทยบนเวทีโลก และ เวทีโลกในประเทศไทย ในต้นศตวรรษที่ 21. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.