ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การเลี้ยงสาหร่ายผม(Gracilaria spp.) เพื่อเป็นอาชีพทางเลือกใหม่สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในอ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การเลี้ยงสาหร่ายผม(Gracilaria spp.) เพื่อเป็นอาชีพทางเลือกใหม่สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในอ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี
นักวิจัย : ระพีพร เรืองช่วย
คำค้น : สาหร่ายผมนาง
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2551
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4820035 , http://research.trf.or.th/node/3658
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การเลี้ยงสาหร่ายวุ้น Grcilaria fisheri หรือสาหร่ายผมนางเส้นใหญ่ในนากุ้งร้าง เพื่อเป็นการ ช่วยเพิ่มผลผลิตสาหร่าย และเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ที่สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวชาวประมงที่ อยู่รอบอ่าวปัตตานี บ่อที่ใช้ทดลองมี ขนาด 4 ไร่ (บ่อ 1), 2 ไร่ (บ่อ 2) และ 2.25 ไร่ (บ่อ 3) ทำการเลี้ยง ด้วย 2 วิธี คือ การเลี้ยงแบบหว่าน และการเลี้ยงแบบแขวนกับเส้นเชือก ในบ่อกุ้งร้างที่อยู่ติดกับอ่าว ปัตตานี ในช่วงกันยายน 2548 - กุมภาพันธ์ 2549 น้ำทะเลจากอ่าวไหลเข้าในบ่อตามการขึ้นลงของ น้ำผ่านประตูระบายน้ำ ในบ่อมีระดับน้ำสูง 40 +-12 เซนติเมตรบ่อมีการวิธีการเลี้ยงแบบหว่านทำโดย เปิดประตูระบายน้ำให้มีน้ำเข้าออก การเลี้ยงแบบหว่านทำโดยการฉีกพันธุ์สาหร่ายกระจายในบ่อให้ทั่ว โดยความหนาแน่นเริ่มต้นตารางเมตรละ 90 +- 40 กรัม และทำการฉีกสาหร่ายทุกสัปดาห์ตลอดการเลี้ยง 20 สัปดาห์ เพื่อให้สาหร่ายแตกกิ่งก้านเจริญเติบโต ส่วนการเลี้ยงแบบแขวนกับเส้นเชือก ทำโดยผูก สาหร่าย จำนวน 1 กิโลกรัม ที่แบ่งเป็น กอๆละประมาณ 20-30 กรัม ไว้กับเชือกหลัก ยาว 4 เมตร และ แขวนเลี้ยงในบ่อ ให้เชือกอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำ 25-30 ซม. ผลปรากฏว่าสาหร่ายผมนางที่เลี้ยงแบบหว่านมี อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเฉลี่ยสูงสุด 9.9% ต่อวัน และมีอัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเฉลี่ยใน 8 สัปดาห์ 5.6 % ต่อวัน ผลผลิตของสาหร่ายในบ่อ 1 สูงสุดในสัปดาห์ที่ 6 (1,333 กรัม . เมตร -1), ในบ่อ 2 สัปดาห์ที่ 7 (2,107 กรัม . เมตร -1) และในบ่อ 3 สัปดาห์ที่ 8 (3,021 กรัม . เมตร -1) ส่วนสาหร่ายที่เลี้ยงแบบ แขวนบนเส้นเชือกมีอัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเฉลี่ยสูงสุดที่ 1.6% ต่อวัน และมีอัตราการเจริญเติบโต จำเพาะเฉลี่ยใน 8 สัปดาห์ 0.7 % ต่อวัน สำหรับการเลี้ยงแบบหว่านนั้นหลังจากเกี่ยวขายไปครึ่งบ่อใน สัปดาห์ที่ 8 ส่วนที่เหลือจะแยกหว่านต่อ และเก็บเกี่ยวอีกครึ่งบ่อในทุก 2 สัปดาห์ถัดมา ผลผลิตรวมจาก การเลี้ยง 6 เดือน ได้ผลผลิต 7,200 กก. (บ่อ 1) 14,000 กก. (บ่อ 2) และ 18,700 กก. (บ่อ 3) ในบ่อ 1 การ เลี้ยงแบบหว่านพบปัญหาสาหร่ายเกิดอาการขาวบริเวณปลายทัลลัส หรือ ไอซ์ – ไอซ์ (ice-ice) และเกิดอิพิ ไฟต์จากสาหร่าย Hypnea sp. อย่างไรก็ตามการศึกษาครั้งนี้พบว่าการเลี้ยงในบ่อดินซึ่งเป็นนากุ้งร้างควร ใช้แบบหว่านเพราะสะดวกและสามารถทำได้ในเชิงพาณิชย์ จากการศึกษาสาหร่ายผมนางที่เลี้ยงในบ่อ พบว่าสาหร่ายที่เก็บจากบ่อเลี้ยงในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2548 มีความผิดปกติ คือ ทัลลัสมีสีซีดขาวและแตกหัก ไม่พบปรสิตหรือศัตรูภายนอก แต่ พบว่าสาหร่ายติดเชื้อจุลินทรีย์ภายใน การแยกเชื้อจุลินทรีย์ใช้วิธีการสังเกตจากการเจริญเติบโตบน อาหาร plate count agar ที่มีการเติมเกลือตั้งแต่ 0.0, 0.5, 1.0 และ1.5 % พบว่าเชื้อสามารถเจริญได้มาก ที่สุดที่ระดับความเค็มของเกลือ 1 % และเจริญได้น้อยที่สุด ที่ระดับความเค็มของเกลือ 0.1 % โดย เชื้อจุลินทรีย์ที่แยกจากสาหร่ายได้นี้เป็นเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากสามารถเจริญได้ดีบนอาหารเลี้ยงเชื้อ nutrient agar ซึ่งเป็นอาหารเลี้ยงเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่เจริญบนอาหารเลี้ยงเชื้อ potato dextrose agar ซึ่ง เป็นอาหารเลี้ยงเชื้อรา การพิสูจน์เอกลักษณ์ของแบคทีเรียใช้การแยกเป็นโคโลนีเดี่ยวและบริสุทธิ์ การ จำแนกชนิดของแบคทีเรียที่ใช้เทคนิคการย้อมสีแกรม สามารถแยกเชื้อแบคทีเรียได้ 5 ชนิด คือ Vibrio sp.1, Vibrio sp.2, Micrococcus sp., Planococcus sp. และ Pseudomonas sp. การทดสอบกลับเพื่อพิสูจน์ ว่าแบคทีเรียชนิดใดที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดความผิดปกติของสาหร่าย ใช้วิธีการพิสูจน์โรคของ Koch (Koch's postulation) โดยนำเชื้อแบคทีเรียแต่ละชนิดไปเพิ่มปริมาณในอาหารเลี้ยงเชื้อ Nutrient broth ที่ มีเกลือ 1 % แล้วนำไปบ่มที่ตู้บ่มเชื้อที่อุณหภูมิ 25 และ30 องศาเซลเซียส นาน 24 ชั่วโมง จากนั้นนำไป ปลูกเชื้อ (inoculate) กับสาหร่ายที่เลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ผลการทดสอบพบว่า เชื้อแบคทีเรีย coccus แกรมบวก 2 เชื้อ คือ Micrococcus sp., Planococcus sp. ทำให้ทัลลัสของสาหร่ายมีอาการ ผิดปกติเช่นเดียวกับที่พบในบ่อเลี้ยงคือ ทัลลัสมีสีซีดขาวและแตกหัก แต่เชื้อแบคทีเรียทั้งสองชนิดทำ ให้สาหร่ายเกิดความผิดปกติเฉพาะเมื่อทดลองในอุณหภูมิสูงที่ 30 องศาเซลเซียสเท่านั้น การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและคุณค่าของสาหร่ายสกุล Gracilaria ทั้ง 3 ตัวอย่าง คือ สาหร่าย Gracilaria fisheri จาก 2 แหล่ง คือ จากธรรมชาติและจากการเลี้ยง และสาหร่าย Gracilaria tenuistipitata จากธรรมชาติ พบว่า มีปริมาณความชื้น โปรตีน ไขมัน เถ้า และปริมาณสารเยื่อใยทั้งหมด อยู่ระหว่าง 7.24-8.10, 6.30-18.55, 2.94-3.85. 17.54-28.04 และ 48.1-63.8 กรัมต่อ 100 กรัมน้ำหนัก แห้ง ตามลำดับ ปริมาณโปรตีนในสาหร่าย G. tenuistipitata จากธรรมชาติ มีค่าสูงกว่าในสาหร่าย G. fisheri จากทั้ง 2 แหล่ง ส่วนปริมาณเถ้าในสาหร่าย G. fisheri จากธรรมชาติ มีค่าน้อยกว่าสาหร่าย G. fisheri จากการเลี้ยงและสาหร่าย G. tenuistipitata จากธรรมชาติ (P<0.05) โดยสารเยื่อใยในสาหร่าย สกุล Gracilaria ทั้ง 3 ตัวอย่าง มีปริมาณ 11.0-12.8, 35.5-52.8, และ 48.1-63.8% ตามลำดับ ซึ่ง การศึกษาชี้ให้เห็นว่าสาหร่าย Gracilaria spp. มีการศึกษาศักยภาพในการพัฒนาเป็นอาหารสุขภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากสาหร่าย Gracilaria spp. ให้กับชุมชน โดยใช้แนวความคิด การพัฒนากระบวนการทำผลิตภัณฑ์สาหร่ายให้มีคุณภาพดีและมีรูปแบบหลากหลายมากยิ่งขึ้น ผล ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ คือ ได้ผลิตภัณฑ์สาหร่ายตากแดดแห้งที่สะอาด สีใกล้เคียง ธรรมชาติ และเก็บได้นานขึ้น สาหร่ายอบแห้งบดหยาบ (ใช้สำหรับการทำอาหารและเป็นอาหารสัตว์) ยำสาหร่ายแช่เย็นพร้อมบริโภค ข้าวเกรียบเสริมสาหร่ายสำเร็จรูป และ วุ้นสกัด โดยวุ้นที่สกัดได้ สามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพที่ให้พลังงานต่ำ มีคุณค่าสารอาหาร เช่น วุ้นมะพร้าวและ วุ้นลูกตาลโตนด เต้าฮวยฟรุตสลัด ข้อมูลที่ศึกษาได้สามารถใช้เป็นทางเลือกใหม่ในการบริโภคหรือ ประกอบอาชีพและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งการศึกษาได้บรรลุเป้าหมายเนื่องจากได้มีการ คำนึงถึงศักยภาพและข้อจำกัดของชุมชน การคงไว้ให้มีการพัฒนาที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคนใน ชุมชน สภาพเศรษฐกิจ และพืชท้องถิ่นที่สามรถใช้เป็นวัตถุดิบ เพื่อการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารของ ชุมชนจังหวัดปัตตานีต่อไป จากการศึกษาด้วยแบบสอบถาม สภาพสังคม เศรษฐกิจ ของผู้เพาะเลี้ยงและผู้ใช้ประโยชน์จาก สาหร่าย ในจังหวัดปัตตานี นั้น พบว่า ส่วนใหญ่ มีระดับการศึกษา อยู่ในระดับต่ำกว่าชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มี กลุ่มอายุอยู่ในช่วง 41-50 ปี ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างเป็นอาชีพหลัก รองลงมาได้แก่อาชีพประมง ส่วน ใหญ่ (ร้อยละ 88.3) ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้จักสาหร่ายผมนางหรือสาหร่ายวุ้นที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็น อย่างดี มีการนิยมเก็บเกี่ยวสาหร่ายจากธรรมชาติในอ่าวปัตตานี มาจำหน่าย โดยเก็บในเดือนมีนาคมและ เมษายน ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้เก็บทำรายได้ประมาณ 5,000 บาท ต่อปี จากความไม่แน่นอนของปริมาณ ปัญหาไม่มีที่ตากแห้ง และ ราคาตลาดตกต่ำ ส่วนใหญ่อยากให้หน่วยงานของภาครัฐช่วยเหลือและส่งเสริม ในด้านพันธุ์สาหร่าย แหล่งเงินกู้ การตลาด และ วิธีการทำผลิตภัณฑ์ ตามลำดับ สำหรับการเลี้ยงสาหร่าย ในรอบปีที่ผ่านมานั้น มีเพียงร้อยละ 4.3 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ที่มีการเพาะเลี้ยงสาหร่าย โดยตรง โดยพบว่าสถานที่ตั้งฟาร์ม อยู่ที่ ตำบลบางปู และ ตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัด ปัตตานี ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงสาหร่ายผมนางแบบเส้นใหญ่ ในบ่อดินขนาด 1-5 ไร่ ช่วงเวลาในการเลี้ยง ได้แก่ เดือนกุทภาพันธ์ จนถึง เดือน ตุลาม ได้ปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวทั้งปี 1-5 ตัน ส่วนใหญ่ขายได้ ในราคา 10-15 บาทต่อกิโลกรัม ปัญหาและอุปสรรคที่มักพบในการเลี้ยงสาหร่าย ได้แก่ ปัญหาเรื่องโรค พยาธิ และความไม่แน่นอนของราคาและการตลาด ซึ่งผู้เลี้ยงมีความต้องการอยากจะให้หน่วยงานของ รัฐเข้ามาช่วยเหลือในด้านวิธีการเลี้ยง การตลาด และการจัดหาพันธุ์สาหร่าย ตามลำดับ Cultvation of Gracilaria fisheri was conducted in abandoned shrimp ponds for seaweed restoration and alternative occupation of the local fisherman in Pattani Bay. The experiment ponds were 0.64 (Pond I), 0.32 (Pond II), and 0.36 (Pond III) ha in size. The seaweed cultivation was conducted in two different culture methods- - bottom scattering and hanging thalli into the lope - - in shrimp ponds situated along the coast of Pattani Bay from September 2005 to February 2006. The daily natural seawater supply depended on tidal level and was maintained at 40+-12 cm. in water depth through the use of inlet/outlet gates. The scattering method was carried out by tearing the seaweed thalli into small shrubs and dispersed into the ponds with initial density of 90+-40 g.m-2. The seaweed shrubs were torn and scattered back into the ponds every week for 20 weeks in order to let them branch out and grow bigger. For hanging method, 20-30 g shrubs each of 1 kg seaweed were hung from 4 meters ropes which were 25-30 cm under surface water level. The results showed that plants of the Gracilaria cultivated by bottom scattering had maximum specific growth rate at 9.9 % day-1 and had average specific growth rate of 8 weeks at 5.6 % day-1. The highest seaweed production of Pond I was in week 6 (1,333 g .m-2), of Pond II in week 7 (2,107 g.m-2), and of Pond III in week 8 (3,021 g.m-2). Whereas hanging cultivation showed maximum specific growth rate of 1.6 % day-1 and had average specific growth of 8 weeks at 0.7% day-1. As for the seaweed cultivated by scattering, after week 8 half a pond was harvested and the rest was torn and scattered again to be harvested for half a pond 2 weeks later. The total productions of Pond I, Pond II, and Pond III after 6 months of cultivation had problems with ice-ice symptom and contamination of Hypnea sp. However, this study indicated that cultivation of Gracilaria in abandoned shrimp ponds by bottom scattering method is more convenient and has commercial prospective. The study of diseases of Gracilaria fisheri cultivated in the ponds found abnormality in the seaweed collected from the ponds in November 2005: their thalli were pale white and broken. No parasites or external enemies were detected. Instead, they were infected with internet microbes. The isolation of microorganisms was achieved by observing the microorganisms growth on agar plates with salt addition at 0.0, 0.1, 0.5, 1.0 and 1.5%. The microorganisms grew the most in the agar with 1% salt and they grew at the least on the agar with 0.1% salt. The microorganisms isolated from the seaweed were distinguished as bacteria species because they could grow well on nutrient agar, which was the agar for culturing bacteria. They could not grow on potato dextrose agar,which was the agar for culturing fungi. Single and pure colony isolation, Gram staining and biochemical characteristics test were techniques used for bacterial classification. Five species of bacteria were isolated in those tests: Vibrio sp.1, Vibrio sp.2, Micrococcus sp., Planococcus sp. and Pseudomonas sp. The test back of verification of bacteria species that might be the cause of abnormal thalli of seaweeds was achieved by using Koch's postulation. It was performed by increasing cells of each species of bacteria in nutrient broth plus 1% salt, and then incubating them at 25 ํC and 30 ํC for 24 hours. Next, each species of bacteria was inoculated on normal seaweed cultured in laboratory. The result showed that only Gram-positive coccus bacteria, Micrococcus sp. and Planococcus sp., could cause the thalli of seaweeds to be pale and broken as found in the cultivation ponds. However, these bacteria could cause such irregularity only when they were experimented on 30 ํC. Determination of chemical composition and nutritional composition of the three edible red seaweeds Gracilaria fisheri (harvested from Pattani Bay and the cultivation ponds) and Gracilaria tenuistipitata (harvested from Pattani Bay) showed the following findings. The moisture content, protein, fat, crude lipid and fiber ranged from 7.24-8.10, 6.30-18.55, 2.94-3.85, 17.54-28.04 and 48.1-63.8 g to 100 g dry weight, respectively. It was found that protein content in natural G. tenuistipitata was higher than that of G. fisheri from both sources, while ash content in G.fisheri from Pattani Bay was lower than that of G. fisheri from the ponds and G. tenuistipitata from Pattani Bay (P<0.05). However, the crude lipid contents of all seaweeds were low. The soluble and insoluble fiber of the three seaweeds ranges from 11-12.8, 35.5-52.8 and 48.1-63.8 % dry weight,

บรรณานุกรม :
ระพีพร เรืองช่วย . (2551). การเลี้ยงสาหร่ายผม(Gracilaria spp.) เพื่อเป็นอาชีพทางเลือกใหม่สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในอ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ระพีพร เรืองช่วย . 2551. "การเลี้ยงสาหร่ายผม(Gracilaria spp.) เพื่อเป็นอาชีพทางเลือกใหม่สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในอ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ระพีพร เรืองช่วย . "การเลี้ยงสาหร่ายผม(Gracilaria spp.) เพื่อเป็นอาชีพทางเลือกใหม่สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในอ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print.
ระพีพร เรืองช่วย . การเลี้ยงสาหร่ายผม(Gracilaria spp.) เพื่อเป็นอาชีพทางเลือกใหม่สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในอ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.