ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การสำรวจปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพแพทย์ไทย

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การสำรวจปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพแพทย์ไทย
นักวิจัย : สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล
คำค้น : สสส
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2551
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4630006 , http://research.trf.or.th/node/3526
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

เพื่อศึกษาการกระจายข้อมูลส่วนบุคคลและลักษณะสำคัญของแพทย์ที่มีอายุยืน ผู้วิจัยได้ส่ง แบบสอบถามไปทางไปรษณีย์ 983 ฉบับ ไปยังแพทย์ชาย 840 ท่านและแพทย์หญิง 143 ท่าน ได้แบบสอบถามคืนมาวิเคราะห์ทั้งสิ้น 327 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 33.3 โดยแพทย์ชายตอบกลับ 272 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 32.4 แพทย์หญิงตอบกลับ 55 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 38.5 อาจารย์แพทย์ผู้ตอบแบบสอบถามมีอายุระหว่าง 68 - 93 ปี เฉลี่ย 75.1 ± 4.86 ปี สถานภาพ สมรสคู่เป็นส่วนใหญ่ แสดงว่าคู่สมรสของอาจารย์แพทย์อายุยืนก็มีอายุยืนด้วย แพทย์อายุยืนราว กึ่งหนึ่งยังให้บริการผู้ป่วยอยู่ ราวหนึ่งในสี่ทำงานการกุศล ราวหนึ่งในสี่ทำงานอาสาสมัครในหลากหลาย ลักษณะ ราวหนึ่งในห้าทำธุรกิจ ราวหนึ่งในห้าทำงานวิชาการ และจำนวนไม่น้อยที่ทำงานหลายอย่าง แพทย์อายุยืนส่วนใหญ่ไม่อ้วน มีดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 16.53-34.16 ค่าเฉลี่ย 23.97±2.80 มีเพียง 8 คนที่มีดัชนีมวลกายเกิน 30 อย่างไรก็ตามแพทย์อายุยืนราวสี่ในห้ามีโรคประจำตัว หลายท่าน เป็นมากกว่า 1 โรค โรคที่เป็นมากสุดห้าอันดับแรกคือความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด ไขมันในเลือดสูง และต่อมลูกหมากโต แพทย์อายุยืนส่วนใหญ่ออกกำลังกาย (ร้อยละ 87.8) หลายท่านออกกำลังกายมากกว่า 1 วิธี ที่มากที่สุดร้อยละ 52.3 คือเดิน (149 คน) ส่วนใหญ่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มเป็นบางโอกาส ที่ดื่มเป็น ประจำมีเพียงร้อยละ 9.0 แพทย์อายุยืนมีระยะเวลาการนอนหลับอยู่ระหว่างวันละ 3-9 ชั่วโมง ค่าเฉลี่ย 6.75±1.06 ชั่วโมง รับประทานยาเป็นประจำร้อยละ 78.3 ส่วนใหญ่คือยารักษาโรคประจำตัวที่มี ส่วนใหญ่ไม่รับประทานอาหารชีวจิต อาหารเจ/มังสวิรัติ หรืออาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ แพทย์ผู้มีอายุยืนส่วนใหญ่ปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา โดยการสวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญ ใส่บาตร ฝึกสมาธิและฟังธรรม รวมทั้งใช้หลักธรรมในการดำรงชีพและปฏิบัติงาน รวมทั้งแนะนำสิ่งนี้แก่ แพทย์รุ่นน้องและรุ่นลูกด้วย นันทนาการโดยเล่นดนตรีร้อยละ 15 ร้องเพลงร้อยละ 27 ทำงานอดิเรก ร้อยละ 64.0 และอื่นๆ ร้อยละ 51.8 ส่วนคำถามว่าบรรลุความมุ่งหมายอันสำคัญสูงสุดในชีวิตหรือยัง แพทย์ผู้มีอายุยืนส่วนใหญ่ไม่ตอบคำถามนี้ อาจเป็นเพราะคำถามนี้ถามถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม ค่อนข้างมาก การศึกษาส่วนแรกนี้ทำให้ทราบข้อมูลของแพทย์ไทยที่มีอายุยืน ได้ผลสอดคล้องกับการศึกษา ในประเทศอื่น ที่ว่าแพทย์มีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดี ส่วนหนึ่งเป็นจากกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าเรียน แพทย์ การมีความรู้มากของแพทย์ การเข้าถึงการรักษา และวัตรปฏิบัติที่ดีบางประการ เช่น โภชนาการ การออกกำลังกาย การปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาซึ่งจะมีส่วนช่วยสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ผู้วิจัยจะนำ ผลการวิจัยในส่วนนี้ ไปประมวลรวมกับผลการวิจัยในส่วนที่สองต่อไป แพทย์ เป็นสาขาวิชาที่สังคมต้องลงทุนสูงเนื่องจากใช้บุคลากรที่มีคุณภาพตลอดกระบวนการผลิต จึงนับได้ ว่ามีคุณค่าสูงต่อสังคม และสมควรอย่างยิ่งที่มีการศึกษาสุขภาวะของแพทย์ไทย เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงและแก้ไข ให้แพทย์ได้ทำงานเพื่อประโยชน์ต่อสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ คณะวิจัยได้ทำการศึกษาย้อนหลังเพื่อหาสาเหตุการ เสียชีวิตของแพทย์ในช่วง 10 ปี (พ.ศ. 2535-2544) และศึกษาแบบตัดขวางเพื่อสำรวจสุขภาวะของแพทย์ที่มีชีวิตใน ปัจจุบัน ผลการวิจัยพบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อายุตายเฉลี่ยของแพทย์ชาย 62.1 ปี แพทย์หญิง 55.4 ปี และของ แพทย์ทั้งหมดเท่ากับ 61.2 ± 17.8 ปี สาเหตุการตายเมื่อจบใหม่วัยทำงานแรกเริ่มอายุ 25-34 ปี สาเหตุการตายเป็นสาเหตุจากการอุบัติเหตุจราจร และฆ่าตัวตาย ส่วนในวัยใกล้เกษียณ อายุ 55-60 ปี สาเหตุการตายอันดับต้น ๆ เปลี่ยนแปลงไปเป็นโรคเรื้อรังอย่าง ชัดเจนทั้งเพศชายและหญิง คือ มะเร็ง มากที่สุด รองลงมาคือโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ ส่วน มะเร็งตับยังเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของแพทย์ชาย ในด้านพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ พบว่า แพทย์ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ช่วงในอดีต ใกล้เคียงกับกลุ่มแพทย์ที่เสียชีวิตเมื่อ 10 ปีก่อน (ร้อยละ 22 และ 39 ตามลำดับ) แต่ปัจจุบันเหลือกลุ่มที่ยังสูบบุหรี่ เพียงร้อยละ6 เท่านั้น ส่วนพฤติกรรมการดื่มสุราไม่เปลี่ยนแปลง ในกลุ่มแพทย์ที่ฆ่าตัวตายนั้นไม่เคยได้รับการรักษา มาเลยประมาณร้อยละ 58 และมีประมาณร้อยละ 17 ที่ไม่มีประวัติทางจิตเวชนำมาก่อน อุบัติการณ์การใช้ยานอน หลับ/คลายเครียดไม่แตกต่างจากอดีตถึงปัจจุบัน (ร้อยละ 17 และ 12 ตามลำดับ) ในด้านการดูแลสุขภาพ ความพึงพอใจต่อวิชาชีพ แพทย์ส่วนใหญ่มีระยะเวลาทำงานเฉลี่ย 62.4 ชั่วโมง/ สัปดาห์ มีประมาณครึ่งหนึ่งที่ไม่สนใจการตรวจสุขภาพ กลุ่มที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งเมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้ว มี ถึงครึ่งหนึ่งเป็นระยะท้ายของโรคแล้ว ความพึงพอใจต่อวิชาชีพแพทย์แปรผันตามอายุที่มากขึ้น การมีโอกาสได้ออก กำลังกาย และแปรผกผันกับประสบการณ์การได้รับอุบัติเหตุช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา รายได้รวมทั้งหมดมีมัธยฐาน เท่ากับ 50,000 บาทต่อเดือน (พิสัย 8,190-600,000) โดยสรุปแพทย์มีความเสี่ยงต่อปัจจัยด้านสุขภาพไม่แตกต่างจากประชากรไทย ยกเว้นพฤติกรรมสูบบุหรี่และ การติดเชื้อ เอชไอวี ซึ่งกลุ่มแพทย์มีอัตราร้อยละน้อยกว่า ข้อมูลเบื้องต้นนี้จะช่วยเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพ ชีวิต ซึ่งมีองค์ประกอบที่รวมไปถึงสุขภาพ 4 มิติและความพึงพอในวิชาชีพ ให้แพทย์มีศักยภาพด้านความรู้ ทักษะ เจต คติ พร้อมที่จะอุทิศกำลังกาย กำลังใจในงานเวชปฏิบัติให้ประชาชนชาวไทยคลายทุกข์ได้ตลอดกาล (เสนอในที่ประชุม การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติครั้งที่ ๑ วันที่ 10 กรกฎาคม 2546 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) การศึกษาวิจัยการฆ่าตัวตายในแพทย์ไทยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาลักษณะทั่วไปของ กลุ่มประชากรแพทย์ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ และหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายของแพทย์ เพื่อ เป็นแนวทางในการวางแผนป้องกันการฆ่าตัวตายในแพทย์ โดยใช้วิธีการชันสูตรศพเชิงจิตวิทยา (Psychological Autopsy) ซึ่งเป็นวิธีการเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ตาย เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย ประชากรที่ศึกษาคือ แพทย์ ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ที่มีรายชื่อและข้อมูลจากฐานข้อมูลของแพทยสภา และค้นหา เพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลอื่น โดยทำการศึกษาย้อนหลังก่อนปี 2545 เท่าที่จะหาข้อมูลได้จำนวน รวมทั้งสิ้น 18 ราย เป็นเพศชาย 17 ราย และเพศหญิง 1 ราย ผลการศึกษา พบว่า อายุที่พบบ่อย สุดในช่วง 30-49 ปี ส่วนใหญ่เป็นแพทย์เฉพาะทาง 11 ราย สูติแพทย์สูงสุด 3 ราย จิตแพทย์ กุมาร แพทย์ ศัลยแพทย์ พบสาขาละ 2 ราย วิธีการที่ใช้ฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่ใช้วิธีแขวนคอ 6 ราย รองลงมาคือการยิงตัวตาย 5 ราย ใช้สารฉีดเข้าเส้นเลือด 5 ราย กินยานอนหลับเกินขนาด 1 ราย และกระโดดตึก 1 รายปัจจัยที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย คือ ปัญหาการเจ็บป่วยทางจิต พบถึง 11 ราย โรคที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคซึมเศร้า และพบว่า การมีข้อขัดแย้งระหว่างบุคคลและการสูญเสีย เป็น สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายมากที่สุด คือ 6 ราย (โดยจำแนกเป็นปัญหาขัดแย้งกับคนรัก รวมถึงการหึงหวงและชู้สาว 3 ราย กับคนในครอบครัว 2 ราย และเป็นเรื่องของการสูญเสียคนรัก 1 ราย) รองมาคือการเจ็บป่วยทางจิต และ ปัญหาทางด้านหน้าที่การงานและปัญหาทางกฎหมาย แนวทางการป้องกันการฆ่าตัวตาย คือการตระหนักในปัญหาโรคทางจิตเวชโดยเฉพาะ โรคซึมเศร้า โดยให้มีการค้นหาและได้รับการรักษาอย่างมีมาตรฐานและให้แพทย์เห็นความสำคัญของสถาบัน ครอบครัว The objectives of this study were to explore characteristics of the long-lived Thai physicians. We sent 983 posted questionnaires to 840 male and 143 female physicians. We obtained 327 of them back after 2 rounds of mailing, yielding a response rate of 33.3 percents. The response rate of male physicians was 32.4 percents and that of female physicians was 38.5 percents. Their ages were between 68-93 years (75.1 ± 4.86 years on average). The majority were married, implying that their spouses were also long-lived. Around half of them still did some clinical work, one-fourth did some charity work, one-fourth did various voluntary works, one-fifth did some business, one-fifth did some academic work, and some did more than one type of work. Most long-lived physicians were not obese, with BMI of 16.53-34.16 (average 23.97±2.80). Only 8 had BMI higher than 30. BMIs were not different between male and female physicians. However, four-fifths of them had diseases that required treatment, and some of them had more than one disease. The five most frequent diseases were hypertension, diabetes, ischemic heart disease, dyslipidemia, and benign prostate hypertrophy, respectively. Most long-lived physicians did exercise (87.8%), and some did more than one method. The most frequent one was walking (52.3%). Most did not drink alcohol or drank occasionally, only 9.0% drank regularly. Most of them slept 3-9 hours per night (average 6.75±1.06). Most (78.3%) took some medication regularly; of most were medicine for their diseases. Most did not eat macrobiotic food, vegetarian food, or fast food regularly. Most long-lived physicians practiced some religious activities by praying, paying respect to Buddha, giving food to monks, practicing meditation, and listening to monks’ teaching. They also used Buddhist practice and guidelines for their daily living and work, and also recommended these to their younger colleagues. Their recreational activities were playing musical instruments (15%), singing (27%), doing hobbies (64.0%), and others (51.8%). Most did not reply on question whether they achieved their self-actualization target of their lives, this might result from the fact that this was rather an abstract question. Our first part study revealed some characteristics of long-lived Thai physicians that seem to be in agreement with other studies indicating that physicians compared favorably with the general population in mortality from physical illness. This may result from several factors: the medical student selective process leading to “healthy worker effect”, knowledge in medicine, access to care, and their healthy behaviors (such as nutrition, exercise, religious activities which help improve their spiritual well-being). Physicians often conduct research on other occupations’ health or general populations’ health, but their health has hardly been studied systematically. The authors conducted a crosssectional descriptive survey on 440 physicians systematically selected from their medical license numbers. The response rate was 86.4 % (380 out of 440). Two-hundred and twentynine were male, and 151 were female. Their average age was 40.8 years. Most of them were Buddhists (93.9 %), specialists (64.2 %), married only once and still lived with their spouses (59.5 %), and still practiced medicine (95.5 %). Their overall satisfaction as physicians was 60.2 % high, and 37.2 % moderate. Their average sleep time was 6-8 hours per night for 58.9 %. Most had eye problems (74.9 %) and most were refractive errors such as myopia. Most (63.8 %) of them did not have any prevalent diseases. Whereas those who had diseases had (in order) allergy, hypertension, asthma, diabetes, and cancer. Their current illnesses were mostly respiratory tract infection. Most physicians did not smoke (77.9 %) nor drink alcohol (63.9 %). Most of them were not vegetarians (60.4 %), did not eat fast food (99.2 %), and exercised less than twice per week (41.4 %). As expected, 23.7 % of them were exposed to blood, 14.5 % to respiratory tract secretion, and 13.7 % to pus/ secretion from wounds. This study serves as a basis for health promotion approach to medical community and does create awareness of health among Thai physicians. Although the Thai Medical Council (TMC) has been responsible for the database of all Thai physicians, TMC has not had a complete and updated directory of all physicians especially their status as alive or death. This study was a retrospective study exploring causes of death of Thai physicians. The authors approached several agencies to obtain addresses and/or telephone numbers of the next-of-kin of the death physicians. Then we interviewed them about the causes of death of physicians and other relevant questions such as their life styles. During 1992 and 2001, there were 440 physicians known to be death. We could obtain the addresses of their relatives for 349 cases and could interview 262 next-of-kin’s. Two hundred and twenty-five deaths were male, and 37 were female. Major causes of deaths were cancers (35.1%), heart diseases (28.2%), accidents (12.6%), septicemia (3.4%), and suicide (3.4%). Their average age at death was 61.15 years for all, 62.09 years for male, and 55.38 years for female. The causes of death and distribution of them did not seem to be different from those of the general population. The study emphasizes the need for improvement of Thai physicians’ database and the opportunity to improve Thai physicians’ health. This will help to improve the health of population at large since physicians can influence the health of population directly and indirectly in various ways OBJECTIVES: The aim of this study was to investigate the risk factors related to the suicide in Thai physicians and prevention METHODS: The study focused on 18 doctors who had committed suicide before January 2002, identified by death certificates and the report data from Thai Medical Council. Consensus case reports were assembled by using the psychological autopsy method. Study methods included semi-structured and in-depth interviews of next of kin and interviews of friends and medical or mental health services workers who had treated the suicide victims. RESULTS: The sample consisted of 18 subjects (17 males, one female). Age range were 30-49 YO. Most victims were specialists (11 from 18; 3 Gynecologists, 2 Psychiatrists, 2 Pediatricians, 2 Surgeons and 1 internal medicine, 1 radiologist ) Methods of suicide: 6 Hanging, 5 gun shots and 5 Intravenous drug. Psychiatric disorders were found 11 from 18, depressive disorder was the most common. Interpersonal conflict and/or loss was the most common factors leading to suicide (6 from 18), the second was psychiatric problems and the third was work problems CONCLUSIONS: In assessing suicide risk a history of interpersonal conflicts and loss and the presence of co-morbid psychiatric and personality disorders are particularly important. The most important strategies for suicide prevention in Thai physicians are prevention, detection and management of psychiatric disorders especially depressive disorder and to encourage family supporting system. Key Words: Thai, Physician impairment, Suicide, Psychological autopsy * Somdet Chaopraya Institute of Psychiatry, Department Of Mental Health, Ministry of Public Health, Bangkok 10600 The aim of this study is to calculate life expectancy of Thai physicians and compare with Thai population. Information on year of birth of all registered physicians and year of death of physicians who died during 1998-2002 was retrieved from the database of the Thai Medical Council and the Center for Continuing Medical Education. Age-specific mortality rate was computed for ages of 23-24, 25-29, and then 5-year intervals up to 70 years or more. These age-specific mortality rates were used for calculation of life expectancy by using the method of abridged life table. During the year 1998-2002, there were 655 deaths among 25,501 Thai physicians. Tables of age-specific mortality rates of Thai physicians and the Thai population are presented in the appendix. According to life table calculation, life expectancy at age 23 for Thai physicians is 63.5 years or they can live until age of 86.5 years when they start their career and those figures for Thai population are 53.2 and 76.2 respectively. The differences between these two populations are reduced in older age groups. Increased life expectancy among physicians compared to general population was also reported in other countries. It might simply be explained by the fact that physicians are in a higher socioeconomic status which is related to longer life span, or there might be some positive factors in Thai physicians that make them live longer.

บรรณานุกรม :
สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล . (2551). การสำรวจปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพแพทย์ไทย.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล . 2551. "การสำรวจปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพแพทย์ไทย".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล . "การสำรวจปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพแพทย์ไทย."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print.
สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล . การสำรวจปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพแพทย์ไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.