ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การจัดบริการทันตสุขภาพภายใต้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

หน่วยงาน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การจัดบริการทันตสุขภาพภายใต้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า , Dental health services under universal health coverage policy
นักวิจัย : กุลยา รัตนปรีดากุล , Kulaya Rattanapreedakul , จันทนา อึ้งชูศักดิ์ , เพ็ญแข ลาภยิ่ง , แพร จิตตินันทน์ , วิชัย วิวัฒน์คุณูปการ , จันทนา อึ้งชูศักดิ์,บรรณาธิการ
คำค้น : Insurance, Health , Dentistry, Service , ทันตกรรม,บริการ , ประกันสุขภาพ , ระบบบริการสุขภาพ , การบริการสาธารณสุข , Universal Health Coverage , หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
หน่วยงาน : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : hs0970 , http://hdl.handle.net/11228/1719 , WU20.5 จ246ก 2546 , 45ข017
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : th
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การจัดบริการทันตสุขภาพภายใต้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าผลการศึกษาชุดโครงการวิจัยสุขภาพช่องปาก หัวข้อหลัก “การจัดบริการทันตสุขภาพ ภายใต้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” มีข้อสรุปสำคัญดังนี้ 1. จากการศึกษากรณีตัวอย่างในโรงพยาบาลรัฐ 6 แห่งใน 3 จังหวัด และโรงพยาบาลเอกชน 7 แห่งใน 1 จังหวัด พบว่าการจัดบริการทั้งของภาครัฐและเอกชน ตามนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปีแรก เป็นบริการด้านการรักษาเป็นหลัก แม้บริการที่ให้ในโรงพยาบาลก็เป็นงานด้านการป้องกันเพียงร้อยละ 1.5 – 2.7 จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปสู่ทิศทางนโยบาย สร้างนำซ่อม ได้ 2. จากข้อมูลของโรงพยาบาลรัฐ 6 แห่ง พบว่ามีผู้ป่วยมารับบริการทันตสุขภาพเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 26.6 เด็กเป็นกลุ่มที่ได้รับบริการน้อยลง ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุได้รับบริการมากขึ้น สัดส่วนผู้ป่วยบัตรทองที่มารับบริการทันตกรรมคิดเป็นร้อยละ 37.0 ของผู้ป่วยทันตกรรมทั้งหมด การบริการสามารถครอบคลุมประชากรผู้มีบัตรทองประมาณร้อยละ 1.5 และครอบคลุมประชากรทั้งหมดร้อยละ 6.5 แม้ว่าจะมีนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ผู้ป่วยทันตกรรมส่วนใหญ่ (ร้อยละ 52.4) ยังคงต้องจ่ายค่าบริการเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มารับบริการ 1 ครั้ง และชนิดบริการที่ได้รับในการมา 1 ครั้ง ลดลง บริการที่ได้รับกว่าร้อยละ 80 เป็นด้านการอุดฟัน ถอนฟัน และขูดหินน้ำลาย ซึ่งสอดคล้องกับชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่กำหนดไว้สำหรับสถานบริการปฐมภูมิ ผู้ป่วยมีปัญหาต้องรอคิวนานขึ้น โดยเฉพาะการทำฟันปลอม บริการด้านการส่งเสริมป้องกันในโรงเรียนในพื้นที่ที่เดิมเคยดูแลโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดต้องหยุดชะงักไป ไม่มีการดำเนินการต่อเนื่องหลังจากเปลี่ยนมาอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรพศ. รพท. 3. การจัดบริการของภาคเอกชน ส่วนใหญ่ยังเป็นรูปแบบเดิม โรงพยาบาลเอกชนยังคงให้บริการทันตสุขภาพเฉพาะในโรงพยาบาล งานทันตสุขภาพเชิงรุกในพื้นที่มีดำเนินการในโรงพยาบาล 1 แห่งจาก 7 แห่ง ส่วนใหญ่ไม่มีการออกให้บริการในหน่วยบริการปฐมภูมิ สัดส่วนผู้ป่วยบัตรทองเป็นร้อยละ 43.5 ของผู้ป่วยทั้งหมด การให้บริการทันตสุขภาพนับเป็นความกังวลของผู้บริหารว่าจะเป็นภาระด้านการเงินและทำให้โรงพยาบาลขาดทุน ผู้บริหารโรงพยาบาลบางแห่งจึงกำกับใกล้ชิดและตั้งเงื่อนไขในการให้บริการ อย่างไรก็ตาม การจัดบริการครอบคลุมประชากรกลุ่มบัตรทองเพียงร้อยละ 4.5 ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจึงอาจยังไม่เป็นปัญหาจริงในขณะนี้ 4. การเข้าร่วมจัดบริการของคลินิกเอกชนในลักษณะ sub contract แม้จะเป็นทางออกที่ช่วยให้การเข้าถึงบริการดีขึ้น แต่คลินิกเอกชนส่วนใหญ่ยังไม่สนใจเข้าร่วมมากนัก เพราะเห็นว่านโยบาย 30 บาท ไม่ได้ส่งผลกระทบให้จำนวนผู้ป่วยลดลง และเกรงว่าการเข้าร่วมอาจทำให้ต้องยุ่งยากกับระบบการตรวจสอบ การทำเอกสาร ความล่าช้าในการจ่ายเงินคืนจากรัฐ ฯลฯ แต่เอกชนที่เคยมีประสบการณ์จัดบริการในลักษณะการประกันกึ่งสวัสดิการของบริษัทเอกชน เห็นว่าระบบการจัดการที่ดีจะเอื้อประโยชน์ทั้งต่อผู้ป่วยและทันตแพทย์ กล่าวคือผู้ป่วยเข้าถึงบริการง่ายขึ้น รัฐไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อนในส่วนต้นทุนคงที่ (อุปกรณ์ สิ่งก่อสร้าง) ในเขตเมืองซึ่งมีเอกชนอยู่หนาแน่นแล้ว และทันตแพทย์มีผู้ป่วยมาเติมช่วงเวลาที่ยังว่าง ทำให้การจัดบริการมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวคิดการให้คลินิกเอกชนร่วมจัดบริการ ยังต้องพิจารณาถึงการตัดสินใจของผู้ถือเงิน คือหน่วยคู่สัญญา ที่จะเลือกว่าจะแก้ปัญหาการให้บริการที่ไม่ครอบคลุมตามมาตรฐานในเรื่องใดก่อน ซึ่งทันตสุขภาพอาจไม่ได้อยู่ในความสำคัญระดับต้นๆ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างชุมชนเมืองกับชนชท ซึ่งแม้จะมีงบประมาณเพียงพอแต่ไม่มีทันตแพทย์กระจายออกไปให้บริการ อย่างไรก็ตามหากในอนาคตคลินิกเอกชนจะเข้าร่วมจัดบริการ คลินิกส่วนใหญ่มีความพร้อมด้านคุณภาพของสถานที่และกระบวนการทางเทคนิคในการจัดบริการ แต่ความพร้อมในด้านสังคม เช่นการปฏิบัติต่อผู้ป่วยตามคำประกาศสิทธิผู้ป่วย เป็นประเด็นที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม นอกจากนี้จะต้องพัฒนาในส่วนของหน่วยตรวจสอบมาตรฐาน ที่จะต้องทำให้มีความต่อเนื่องและมีเกณฑ์ที่ชัดเจน 5. แม้ว่าปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายจะผ่อนคลายลงจากนโยบายหลักประกันสุขภาพ แต่ปัญหาการขาดแคลนทันตบุคลากรในหลายพื้นที่ของประเทศ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงบริการ ข้อมูลทันตบุคลากรปี 2545 พบว่าร้อยละ 68.4 ของจังหวัดทั่วประเทศ ยังมีสัดส่วนทันตแพทย์ต่อประชากรไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การเปลี่ยนรูปแบบการจัดการด้านการเงินการคลัง และการเข้าร่วมจัดบริการของเอกชน มีผลให้อาจต้องปรับนโยบายด้านกำลังคน เช่นทันตแพทย์ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องมีความสามารถในการทำงานทันตสาธารณสุขมากขึ้น ทันตาภิบาลอาจต้องทำงานด้านการส่งเสริมป้องกันร่วมกับภาคเอกชน อย่างไรก็ตามการจะคำนึงแค่เรื่องการเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชนเพียงประการเดียวย่อมไม่ได้แต่ต้องคำนึงถึงความเสมอภาค การจัดบริการให้เป็นมาตรฐานเดียว รวมทั้งด้านการเงินการคลังของระบบอีกด้วย 6. การจัดบริการทันตสุขภาพตามนโยบายหลักประกันสุขภาพในปีแรก ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถทำให้เป็นไปตามมาตรฐานเบื้องต้นของหน่วยบริการปฐมภูมิที่กำหนดไว้ได้ โดยเฉพาะด้านบุคลากรและการครอบคลุมบริการ แนวทางแก้ไขอาจมีหลายทางเลือก เช่น 1) เพิ่มการจ้างทันตบุคลากรในระบบของรัฐ 2) การจัดบริการร่วมรัฐ-เอกชน 3) จัดลำดับความสำคัญให้บางกลุ่มเป้าหมาย บริการบางประเภท ต้องได้ตามเกณฑ์มาตรฐานก่อน ในการบริหารจัดการควรทำควบคู่กันไปทั้ง 3 ทาง ทั้งนี้ขึ้นกับความเหมาะสมและเป็นไปได้ในแต่ละพื้นที่ 7. มีปรากฏการณ์ที่บอกว่าแนวโน้มคุณภาพบริการดีขึ้นในบางประการ เช่นเดิมภาคเอกชนที่เป็นหน่วยคู่สัญญามีทันตแพทย์ทำงานบางเวลา (part time) ก็เปลี่ยนเป็นทำงานเต็มเวลา (Full time) เดิมไม่มีการจัดบริการในสถานีอนามัยที่ไม่มีทันตบุคลากร เมื่อสถานีอนามัยบางแห่งเปลี่ยนมาทำหน้าที่เป็น PCU ก็มีการจัดบริการจากโรงพยาบาลคู่สัญญาอย่างสม่ำเสมอมากขึ้นข้อเสนอแนะ 1. การจัดบริการทันตสุขภาพให้ครอบคลุมประชากรอย่างทั่วถึง ยังเป็นเป้าหมายที่ยากจะบรรลุในระยะเวลาอันใกล้ การกำหนดมาตรฐานบริการทันตสุขภาพในแง่การครอบคลุม จึงอาจต้องมีเป้าหมายเฉพาะที่แตกต่างจากบริการสุขภาพอื่นๆ โดยต้องพิจารณาว่าควรมีการ “เข้าถึงบริการทันตสุขภาพ” ในลักษณะใด และเท่าไรจึงจะพอเหมาะ การกำหนดการครอบคลุมอย่างทั่วถึงเป็นบางกลุ่มเป้าหมายเป็นประเด็นที่ควรพิจารณา และควรกำหนดเป้าหมายบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ชัดเจน 2. ฐานข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการกำกับระบบบริการที่เป็นลักษณะการประกันสุขภาพ ผลการศึกษาพบว่าฐานข้อมูลการให้บริการทั้งของภาครัฐและเอกชนไม่สมบูรณ์ ไม่มีฐานข้อมูลกลางที่จำเป็นที่เป็นระบบเดียวกัน ทำให้ยากแก่การประเมินในระดับมหภาคหรือการกำกับให้เป็นไปตามมาตรฐานในระดับพื้นที่ การจัดทำโครงสร้างฐานข้อมูลที่จำเป็นจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องพัฒนา 3. ระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและไม่ยุ่งยากจนเกินไป รวมทั้งการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องจำเป็นมาก หลายประเทศใช้วิธี sub-contract ให้สหพันธ์ทันตแพทย์ หรือสมาคมทันตแพทย์ท้องถิ่นเป็นผู้จัดระบบ ในวงเงินและเป้าหมายงานที่รัฐเป็นผู้ร่วมกำหนด หากมอบบทบาทนี้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้ดูแล จะต้องพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ และพัฒนาทันตบุคลากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำที่หน่วยคู่สัญญาจะต้องทำให้ได้ครบตามเกณฑ์ อย่างน้อยต้องระบุเรื่องการเข้าถึงบริการของประชาชน หากไม่ได้ตามเกณฑ์จะต้องกำหนดให้เพิ่มเครือข่ายบริการ รวมทั้งจัดทำเกณฑ์การตรวจสอบสถานพยาบาลที่จะมาเป้นเครือข่ายด้วย การทำเกณฑ์มาตรฐานของบริการทันตสุขภาพจะต้องมีรายละเอียดเป็นแนวปฏิบัติ และต้องมีหน่วยกำกับที่เข้มแข็ง จึงจะสามารถคุ้มครองประชาชนให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพคุ้มค่ากับการลงทุนของรัฐ 5. ควรทำความเข้าใจกับความหมายของการส่งเสริมสุขภาพ ในมิติที่กว้างกว่าการตรวจเพื่อหาโรค การเยี่ยมบ้าน หรืองานทันตกรรมป้องกันในคลินิก แต่ควรมองถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมให้ประชาชนมีวิถีชีวิตที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี การศึกษาครั้งนี้มีความไม่สมบูรณ์อยู่หลายประการ เนื่องจากเป็นการศึกษาถึงการจัดบริการตามนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มมีการดำเนินการ จึงเป็นช่วงที่ระบบต่างๆยังมีการเปลี่ยนแปลงมาก ปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนั้นอาจได้รับการแก้ไขไปแล้วเมื่อระบบต่างๆมีความชัดเจนขึ้น การศึกษาในปีแรกที่เริ่มโครงการยังทำให้ตัวเลือกในเรื่องพื้นที่ศึกษามีน้อย คำถามการวิจัยทั้งหมดจึงไม่สามารถหาคำตอบจากพื้นที่เดียวกัน ทำให้บางประเด็นต้องอธิบายแบบแยกส่วน สุดท้ายการศึกษานี้เก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นในเวลา 1 ปี จึงสามารถแสดงเพียงภาพกว้างหลายแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการทันตสุขภาพ จำเป็นต้องมีการศึกษาในเพิ่มเติมอีกหลายประการ เช่นการวิเคราะห์นโยบายมหภาค (Macropolicy) เพื่อให้ข้อเสนอต่อระบบสุขภาพโดยรวมศึกษารูปแบบการจัดระบบทันตสุขภาพที่น่าสนใจ ในลักษณะกรณีตัวอย่าง หรือศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยในระบบบริการทันตสุขภาพ เช่น 1) การจัดบริการร่วมภาครัฐ-เอกชน ในลักษณะการ sub contract คลินิกเอกชนเฉพาะบางบริการ บางกลุ่มอายุ หรือแบบมีเงื่อนไขอื่นๆ 2) การบริหารจัดการและการกำกับมาตรฐานของเครือข่ายบริการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน 3) ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการตรวจสอบข้อมูลการให้บริการทันตกรรม และสร้างดัชนีชี้วัด (key performance indicator) ที่จำเป็นต้องใช้ในการตรวจสอบการบริการรัฐ-เอกชน 4) ต้นทุนการจัดบริการ ราคากลางในการจัดบริการทันตกรรมในพื้นที่ต่างๆ

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

Dental Health Services Under Universal Health Coverage PolicyThe study of oral health services system to focus “Oral Health Services Under Universal Health Coverage Policy” was conducted during 2001, the first year of the implementation of universal health coverage (UC) policy. Followings are major findings and recommendations:Findings:1. Policy to emphasize on prevention is still far from expected. Almost all of the services delivered by the studied hospitals were pure curative purpose while preventive services accounted for less than 3%.2. There were 26% increasing of clients in dental clinics of the six government hospitals. Most of the increasing number were adults and elderly people. Services for children were comparatively decreased. More than half of the clients had to pay for the service fee. Among the clients 37% were gold card holders under the UC program. The total clients were from 6.5 % of the total population and only 1.5% of the total gold card holders. Most clients visit the dental clinics for only one time and received only one dental service. More than 80% of the services were under a core-package for example dental filling, tooth extraction, tooth scaling, etc. Clients had to be on longer waiting list, particulary for denture services. Preventive activities in the community formerly responsible and carried out by provincial health office were not be able to continue by the regional or general hospitals during the first year.3. Most of the private hospitals, six out of seven, delivered only hospital-based curative services. Almost half of the patients (43.5%) were gold card holders. Administrators of the private hospitals were much worry about the financial problem from providing dental health services. Some administrators closely monitor the expenses and set up additional regulation to prevent financial loss. However, the loss scenario is unlikely happened in the near future because only 4.5 % of gold card holders used the services.4. Many private dental clinics are reluctant to apply and enter the sub-contract system in providing dental health services because the UC policy did not effect their business . In addition, they are afraid of spending time in preparing paper work and uncertainty to have a quick reimbursement of the fund. Anyhow, some clinics which had experience in getting insurance sub-contract from business companies, expressed different opinions. They supported the idea that subcontracting from the UC program will result in a mutual benefit. The private clinics can gain more patients during the low client period of the day and can maximize their current employee staff performance. The idea of subcontract out the dental services for the private hospitals depended on the decision of the contacting unit which dental health service might not be at top of the concern for them. In addition, the idea of subcontract might not be possible in the rural area where dental professional are scare and inadequate. Although private clinics were ready in the aspects of the service unit and technology but the social readiness such as the handle of patient right to know is important. 5. The UC policy can ease the financial constrain of the current system but can not trackle the lack of dental health personnel. Data in 2001, showed 68% of the provinces has under satisfactory ratio of dental health personnel per population. There is a need to readjust current dental health manpower development not only in term of number but also the new required skill. For example, dentists in both public and private sectors should be trained to carry out dental public health work in the community while dental public health nurses should be able to work hand in hand with private sector.6. The first year experience of the dental health service under the UC policy was not fully match the standard set up for the primary care unit especially the coverage and personnel aspects. Several alternatives can be choose to solve the problem: a) government employed more dental health personnel. b) a joint government and private services c) prioritize the most needed service to meet the standard criteria instead of providing all services as currently. In principle, the solution can be a combination of these three alternatives with modification for specific area.7. There are also phenomenon in favor of improving dental health services. Private hospital hired more full time dentist instead of part time and former sub-district health center could start deliver dental health service after transform to be a primary care unit by the primary contacting hospital. Recommendations:1. The goal of a universal coverage for all dental health services can not be achieved in these near future. We recommend the strategy for UC policy to focus primary on coverage of particular age group such as children and also focus the coverage in dental preventive and promotive services. This will yield a high impact to solve dental health problem of the of the population.2. There is an urgent need to set up a shared information and data bank for both public and private sectors at the local and national level. Without common indicators and information, it is difficult to evaluate the success of the UC policy.3. The monitor and inspection body for the implementation of dental health services under the policy is vital. There must be criteria to select the inspection body. If the provincial health office is choosed to serve as the inspection body, the personnel must be trained to enhance their skill and capability. In some countries, the government contracting out the management and implementation of the program to local dental health association.4. One of the major standard criteria for sub-contract the service is the reach out capacity to the population. If the accessibility of the population is not satisfy, the contracted units must expand its network. Detail on how to assess the capacity of the contracted unit and its network must be clearly documented.5. Dental health promotion in a boarder sense should be introduced. The real dental health promotion is not limited to clinic-based services or family visit or screening for preventable conditions but should encompass initiating promoting dental health environment. Further study Carry out this study during the first year implementation of the UC policy pose some limitations in term of the limited number of study hospitals and provinces and the dynamic stage of the implementation. Several problems or issues might have been solved so far. Recognizing this limitation we also recommend further studies in the following area.1. Macro-policy study to provide recommendations for the national health system.2. Additional case study to gain more knowledge in dental health services under the UC policy and context such as: a) Subcontracting joint public and private dental clinics for delivering services to specific age group or conditions. b) Effective management and supervision of the service network. c) Development of key performance indicator and information center for assessing quality of both public and private services. d) Estimation of average cost and expenses in carry out dental health services in different provinces.

บรรณานุกรม :
กุลยา รัตนปรีดากุล , Kulaya Rattanapreedakul , จันทนา อึ้งชูศักดิ์ , เพ็ญแข ลาภยิ่ง , แพร จิตตินันทน์ , วิชัย วิวัฒน์คุณูปการ , จันทนา อึ้งชูศักดิ์,บรรณาธิการ . (2546). การจัดบริการทันตสุขภาพภายใต้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า.
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
กุลยา รัตนปรีดากุล , Kulaya Rattanapreedakul , จันทนา อึ้งชูศักดิ์ , เพ็ญแข ลาภยิ่ง , แพร จิตตินันทน์ , วิชัย วิวัฒน์คุณูปการ , จันทนา อึ้งชูศักดิ์,บรรณาธิการ . 2546. "การจัดบริการทันตสุขภาพภายใต้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า".
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
กุลยา รัตนปรีดากุล , Kulaya Rattanapreedakul , จันทนา อึ้งชูศักดิ์ , เพ็ญแข ลาภยิ่ง , แพร จิตตินันทน์ , วิชัย วิวัฒน์คุณูปการ , จันทนา อึ้งชูศักดิ์,บรรณาธิการ . "การจัดบริการทันตสุขภาพภายใต้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า."
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2546. Print.
กุลยา รัตนปรีดากุล , Kulaya Rattanapreedakul , จันทนา อึ้งชูศักดิ์ , เพ็ญแข ลาภยิ่ง , แพร จิตตินันทน์ , วิชัย วิวัฒน์คุณูปการ , จันทนา อึ้งชูศักดิ์,บรรณาธิการ . การจัดบริการทันตสุขภาพภายใต้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า. นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข; 2546.