ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาพัฒนาแนวทางการจัดการความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กา-โนฟอสเฟตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนด้วยกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม

หน่วยงาน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาพัฒนาแนวทางการจัดการความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กา-โนฟอสเฟตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนด้วยกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม
นักวิจัย : วรรณวิมล ภัทรสิริวงศ์ , สุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ , ทิพวรรณ ประภามณฑล , ธัญภรณ์ เกิดน้อย , สุรัตน์ หงษ์สิบสอง , ฐิติกมล สิทธิสอน
คำค้น : การมีส่วนร่วม , เกษตรกร , พฤติกรรม , การปนเปื้อน , สารกำจัดศัตรูพืช , การประเมินความเสี่ยง , การจัดการ , ออร์กาโนฟอสเฟต , Participation , farmer , behavior , reduction , contamination , pesticide , risk assessment , management , organophosphate
หน่วยงาน : กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2560
อ้างอิง : http://www.deqp.go.th/service-portal/environmental-media-system/list1/?media_subtype_id=7
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

นประเทศไทยภาคการเกษตรเป็นภาคที่มีสัดส่วนโดยประมาณร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2533[1] รัฐบาลไทยมุ่งส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 โดยเน้นการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมี หรือใช้ในระดับที่ปลอดภัย และเนื่องจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชบางชนิดยังไม่มีสารชีวภาพมาทดแทนได้ รูปแบบของสารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ในการเกษตรจึงเปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นการใช้สารที่มีฤทธิ์ตกค้างสั้น ย่อยสลายได้ง่ายโดยธรรมชาติ และการใช้เท่าที่จำเป็น[2] นอกจากนั้นรัฐบาลยังใช้มาตรการทางกฏหมาย คือ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย ในการประกาศห้ามใช้ หรือการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชที่พบว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนอันเนื่องมาจากสารกำจัดศัตรูพืชเหล่านั้น อย่างไรก็ตามจากสถิติการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของประเทศไทยในทศวรรษที่ผ่านมากลับพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี พ.ศ.2554 มีการนำเข้าสารออกฤทธิ์ จำนวน 68,964 ตันกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 17,732 ล้านบาท ซึ่งสูงเป็นสองเท่าของข้อมูลในปี 2544 ที่มีการนำเข้าสารออกฤทธิ์ จำนวน 37,039 ตันกิโลกรัม และคิดเป็นมูลค่า 8,761 ล้านบาท[3] สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการจัดการของภาครัฐยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าจะมีการกำหนดให้การลดสารเคมีในการเกษตรเป็นกลยุทธสำคัญในแผนพัฒนาและแผนยุทธศาตร์ที่สำคัญต่างๆ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ และ แผนการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่เกิดจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้น มีสาเหตุมาจากการตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร การตกค้างในสิ่งแวดล้อม ทั้งในดิน น้ำ อากาศ และสัตว์หลายชนิด ทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ และจากการถ่ายทอดและสะสมในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งในที่สุดก็ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งที่เป็นผู้ใช้สารเคมี ผู้บริโภค และผู้เกี่ยวข้องในวงจรการใช้สารเคมี นอกจากนี้ในปัจจุบันยังก่อผลกระทบเชิงเศรษฐกิจตามมา เนื่องจากการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ จากการตกค้างของสารเคมีในอาหารที่เป็นผลิตผลทางการเกษตร แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 รายงานว่าประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตรเนื่องจากวัยหนุ่มสาวไม่นิยมเข้าสู่ภาคเกษตรกรรม ในขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศที่มีทักษะความชำนาญด้านการเกษตร ซึ่งเป็นกำลังหลักสำคัญที่ทำการผลิตพืชอาหาร อยู่ในวัยที่เริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ ปัจจัยด้านสุขภาพของเกษตรกร จึงเป็นประเด็นที่ควรเร่งพิจารณาให้ความสำคัญ ทั้งนี้นอกจากปัจจัยด้านอายุที่สูงขึ้น จะส่งผลให้มีโอกาสได้รับอันตรายจากสารเคมีมากขึ้นเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันที่ลดลงแล้ว ปัจจุบันสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ยิ่งส่งผลให้สภาพร่างกายมีความอ่อนแอมากกว่าเดิม นอกจากนั้นแล้วยังส่งผลให้การระบาดของศัตรูพืชเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีระดับความรุนแรงมากขึ้น เกษตรกรมีความจำเป้นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น ย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้รับอันตรายจากสารเคมีมากขึ้นตามลำดับ และหากเกษตรกรไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง จะทำให้ภาครัฐสูญเสียแรงงานสำคัญที่เป็นปัจจัยหลักในการผลิตพืชอาหารสู่ครัวโลก และยังส่งผลต่อภาระงบประมาณของภาครัฐและค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในการดูแลสุขภาพอนามัยและการจัดสวัสดิการทางสังคมด้วยเช่นกัน เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มีรายได้น้อยเมื่อเทียบกับนอกภาคเกษตร ประสบความยากจนและมีปัญหาหนี้สิน และเป็นปัจจัยบั่นทอนความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย ทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 จึงเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันในมิติต่างๆ แบบบูรณาการ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคี เพื่อให้การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน นอกจากกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นผู้ที่มีโอกาสได้รับสัมผัสสารกำจัดศัตรูพืชโดยตรงจากอาชีพแล้ว ยังมีประชาชนกลุ่มอื่นๆ ที่อาจได้รับสัมผัสสารดังกล่าวจากพฤติกรรมในการบริโภคในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน หน่วยวิจัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รายงานผลการวิจัยการรับสัมผัสสารเคมีกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตในปัสสาวะของประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2550 พบว่าเกษตรกร (40 คน) มีค่าสูงเกินระดับมาตรฐาน 1.3 เท่า และเด็กนักเรียน (207 คน) สูงเกินมาตรฐาน 4 เท่า ซึ่งผลการตรวจดังกล่าวสามารถบ่งชี้การสัมผัสสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ในภาพรวม และบ่งชี้ถึงความเสี่ยงและความไม่ปลอดภัยเกินระดับมาตรฐาน ส่วนการสุ่มตัวอย่างผักและผลไม้จากแหล่งจำหน่ายในตลาดชุมชนของพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน (จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และพะเยา) ในปี 2553 พบว่า มีการปนเปื้อนสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตส์ ได้แก่ Methamidophos, Dicrotophos, Chlopyriphos, Profenophos และ Ethion สูงสุดถึงร้อยละ 100 และพบ Dimethoate, Diazinon, Malathion, Pirimiphos-ethly, Prothiofos, Triazophos และ Parathion-methyl ร้อยละ 25-75 ทั้งนี้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปยับยั้งการทำงานของสารเคมี (cholinesterase enzymes) ในร่างกาย รวมทั้งในเลือด ในสารสื่อประสาทสัมผัสต่างๆ ทำให้เกิดอาการแพ้สารเคมี เช่น วิงเวียนศรีษะ อาเจียน เป็นลม หมดสติ และตายได้หากได้รับสารเหล่านี้ในปริมาณมาก รวมทั้งยังเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ได้ในระยะยาว การศึกษาความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช จะสามารถนำไปสู่แนวทางการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้ในอนาคต โครงการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวทางการจัดการความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความตระหนักต่อผลกระทบจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่จะเกิดกับตนเองและสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้เป็นแนวทางร่วมในสังคม โดยเน้นการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อให้ได้แนวทางการจัดการที่สามารถเป็นต้นแบบนำไปประยุกต์ใช้ในแต่ละท้องถิ่น รวมถึงเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของระดับบริหารในการวางแผนการจัดการของท้องถิ่นได้ต่อไป

บรรณานุกรม :
วรรณวิมล ภัทรสิริวงศ์ , สุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ , ทิพวรรณ ประภามณฑล , ธัญภรณ์ เกิดน้อย , สุรัตน์ หงษ์สิบสอง , ฐิติกมล สิทธิสอน . (2560). การศึกษาพัฒนาแนวทางการจัดการความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กา-โนฟอสเฟตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนด้วยกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม.
    กรุงเทพมหานคร : กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม.
วรรณวิมล ภัทรสิริวงศ์ , สุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ , ทิพวรรณ ประภามณฑล , ธัญภรณ์ เกิดน้อย , สุรัตน์ หงษ์สิบสอง , ฐิติกมล สิทธิสอน . 2560. "การศึกษาพัฒนาแนวทางการจัดการความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กา-โนฟอสเฟตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนด้วยกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม".
    กรุงเทพมหานคร : กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม.
วรรณวิมล ภัทรสิริวงศ์ , สุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ , ทิพวรรณ ประภามณฑล , ธัญภรณ์ เกิดน้อย , สุรัตน์ หงษ์สิบสอง , ฐิติกมล สิทธิสอน . "การศึกษาพัฒนาแนวทางการจัดการความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กา-โนฟอสเฟตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนด้วยกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม."
    กรุงเทพมหานคร : กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, 2560. Print.
วรรณวิมล ภัทรสิริวงศ์ , สุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ , ทิพวรรณ ประภามณฑล , ธัญภรณ์ เกิดน้อย , สุรัตน์ หงษ์สิบสอง , ฐิติกมล สิทธิสอน . การศึกษาพัฒนาแนวทางการจัดการความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กา-โนฟอสเฟตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนด้วยกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม. กรุงเทพมหานคร : กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม; 2560.