ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวไทย จีน และตะวันตกในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2398-2453

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวไทย จีน และตะวันตกในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2398-2453
นักวิจัย : สาวิตรี ทัพภะสุต
คำค้น : ชาวจีน -- ไทย , ชนกลุ่มน้อย , ไทย -- ประวัติศาสตร์ -- กรุงรัตนโกสินทร์ยุคหลัง, 2395-2475 , ไทย -- ภาวะสังคม -- ประวัติ
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ปิยนาถ บุนนาค , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2527
อ้างอิง : 9745634328 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/47692
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (อ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวไทย จีน และตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มชน 3 กลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาริงกับอังกฤษใน พ.ศ. 2398 จนถึงสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2453 การศึกษาแบ่งออกเป็น 5 บท คือ บทที่ 1 ว่าด้วยการก่อตัวและการขยายตัวของชุมชน ตลอดจนบริเวณที่ตั้งของชุมชนทั้ง 3 กลุ่ม บทที่ 2 กล่าวถึงรายละเอียดของแต่ละชุมชนในประเด็นที่เกี่ยวกับโครงสร้างของสังคม ความสัมพันธ์ภายในชุมชน และวิธีการดำเนินชีวิตในชุมชนนั้นๆ บทที่ 3 เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างทั้ง 3 ชุมชน บทที่ 4 กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้ง และผลกระทบของปัญญาในระหว่าง 3 ชุมชนดังกล่าว บทที่ 5 เป็นการศึกษาถึงนโยบายของรัฐบาลไทยในการปกครองชุมชนชาวไทย จีนและตะวันตก ในกรุงเทพฯ และจบลงด้วยบทสรุป ผลการศึกษาพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวไทย จีน และตะวันตกในกรุงเทพฯ นั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ ความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ทางด้านสังคม ในด้านความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 2 พวก คือ 1. ความสัมพันธ์ในระหว่างฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจ ถึงแม้ว่าชนชั้นสูงของทั้ง 3 ชุมชนจะมีการเข้าหุ้นร่วมกันดำเนินกิจการก็ตาม แต่ส่วนมากแล้วความสัมพันธ์ในระหว่างผู้ประกอบธุรกิจจะเป็นบทบาทของชาวจีนและชาวตะวันตกมากกว่า ชาวไทยมิได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวเท่าใดนักเพราะไม่มีความชำนาญทางด้านนี้ ขณะเดียวกันผู้ดำเนินการทางธุรกิจก็มีความสัมพันธ์กับผู้ใช้แรงงาน คือ ชาวไทย และชาวจีน ด้วย 2. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้เห็นได้ชัดเจนในระหว่างชาวไทยและชาวจีนเป็นสำคัญ ชาวตะวันตกมิค่อยได้มาเกี่ยวข้องด้วยเท่าใดนัก เพราะการค้าของชาวตะวันตกเป็นการค้าขายส่ง หรือกิจการสั่งเข้าและส่งออกสินค้า สำหรับความสัมพันธ์ทางสังคมนั้นประกอบด้วยความสัมพันธ์ใน 3 ลักษณะ คือ 1. ความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม โดยทั่วไปแล้วชาวไทยและชาวจีนมีความผสมกลมกลืนกันทางวัฒนธรรม โดยที่ชาวจีนดูจะเป็นฝ่ายที่กลายมาเป็นไทยมากกว่า อย่างไรก็ตามชนชั้นสูงของไทยและจีนนั้นมีการรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาด้วย เพราะต้องการแสดงว่าตนมีความเจริญเท่าเทียมกับอารยประเทศ ซึ่งจะมีผลในการติดต่อกับชาวตะวันตก ส่วนชาวตะวันตกนั้นไม่ปรากฏว่าเป็นฝ่ายรับวัฒนธรรมไทยและจีน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากชาวตะวันตกถือว่าตนเป็นผู้มีวัฒนธรรมสูง จึงมิได้รับวัฒนธรรมจากผู้ที่ด้วยกว่า 2. ความสัมพันธ์ทางศาสนา ที่เห็นได้ชัดเจน คือ ความสัมพันธ์ระหว่าชาวไทยและจีน เพราะมีความเชื่อพื้นฐานใกล้เคียงกันอยู่แล้ว รวมทั้งมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้แล้ว ชาวจีนจำนวนหนึ่งมีความสัมพันธ์ทางศาสนากับชาวตะวันตกอีกด้วย คือ นับถือศาสนาคริสต์ ทั้งนี้เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ได้รับผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน 3. ความสัมพันธ์ทางด้านบริการสาธารณประโยชน์ ในประเด็นนี้จะเห็นได้ถึงบทบาทของชาวตะวันตกมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ เพราะเป็นกิจการที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถในวิทยาการสมัยใหม่ ในขณะที่ชาวไทยและชาวจีนยังไม่มีความรู้ในด้านนี้อย่างเพียงพอ โดยมีทั้งกิจการที่ให้เปล่าและหวังผลกำไร นอกเหนือจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันแล้ว ทั้ง 3 ชุมชนนี้ยังได้มีปัญหาความขัดแย้งกันบางประการ แต่ไม่รุนแรงเท่าใดนัก และทางรัฐบาลก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวไทย จีน และตะวันตก ในกรุงเทพฯ ระหว่าง พ.ศ. 2398-2453 นี้เป็นไปในทางที่ดีมากกว่าการมีปัญหากระทบกระทั้งกัน ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ประการแรก คือบริเวณที่ตั้งชุมชนของทั้ง 3 กลุ่มชนนี้ ค่อนข้างมีการแบ่งแยกกัน มิได้ปะปนกันอยู่ทั่วพระนคร ซึ่งจะเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งกันได้ง่าย ประการที่ 2 แต่ละชุมชนนั้นไม่สามารถรวมตัวกันภายในชุมชนอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ บ้างก็มีข้อขัดแย้งภายในชุมชนของตน ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถเลี้ยงตนเองได้อย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องแสวงหาความสัมพันธ์กับชุมชนอื่น เพื่อผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับเป็นสำคัญ ประการที่ 3 คือ การดำเนินนโยบายของรัฐซึ่งพยายามปกครองทั้ง 3 ชุมชนนี้ให้อยู่รวมกันอย่างมีสันติสุข โดยมีนโยบายสำคัญ คือ การขจัดสาเหตุแห่งความขัดแย้งระหว่างแต่ละชุมชน รวมทั้งพยายามเอาใจจีนและชาวตะวันตก ซึ่งมีความสำคัญต่อการปรับปรุงประเทศในขณะนั้น อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็ได้คอยควบคุมมิให้ชาวต่างชาติพวกหนึ่งพวกใดมีอิทธิพลมากเกินไป ซึ่งจะนำไปสู่ความกระทบกระทั่งระหว่างกันได้ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทย จีน และตะวันตกในกรุงเทพฯ ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นไปในทางที่ดีมากกว่าจะมีปัญหาขัดแย้งกัน

บรรณานุกรม :
สาวิตรี ทัพภะสุต . (2527). ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวไทย จีน และตะวันตกในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2398-2453.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สาวิตรี ทัพภะสุต . 2527. "ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวไทย จีน และตะวันตกในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2398-2453".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สาวิตรี ทัพภะสุต . "ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวไทย จีน และตะวันตกในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2398-2453."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527. Print.
สาวิตรี ทัพภะสุต . ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวไทย จีน และตะวันตกในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2398-2453. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2527.